5 สูตรแก้แฮงก์จากอดีต

คำเตือน การดื่มสุราเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุ พิการและเสียชีวิต

ดอกยี่โถ ปอดหมู จะงอยปากนก เกลือ น้ำส้มสายชู น้ำหอยกาบสารพัดตัวยาที่มนุษย์สรรหามาเพื่อใช้แก้อาการเมาค้างหรือแฮงก์โอเวอร์ที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสูตรไหนจะใช้การได้ หรือไม่ แต่นี่คือความพยายามไม่รู้จบของมนุษย์ที่จะแก้ปัญหาจากสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นเองตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน

นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักแอลกอฮอล์ สิ่งที่เกิดขึ้นคู่กันเสมอก็คืออาการเมาค้างหรือที่หลายคนเรียกว่า อาการ “แฮงก์” ที่ย่อมาจากคำว่า แฮงก์โอเวอร์ (hangover) นั่นเอง

หลักฐานจากอดีตหลายชิ้นแสดงว่าเป็นมนุษย์อีกเช่นกันที่สรรหาสารพัดวิธีที่จะเอาชนะอาการไม่พึงประสงค์จากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปนี้อยู่ตลอดเวลา อย่างชาวกรีกเชื่อว่าการกินกระหล่ำปลีต้มก่อนอาหารช่วยให้ไม่เมาหนักเกินไป แพทย์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการเชื่อว่าหญ้าฝรั่นแก้เมาค้างได้ นักวิทยาศาสตร์อิสลามถึงกับปรุงยาที่ส่วนผสมของมินต์ขึ้นมาแก้อาการนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีบรรดาตำรับตำรายาผีบอกอีกมากมาย เช่น ตำรายาพื้นบ้านในยุโรปสมัยกลางที่บอกถ้าคืนไหนสนุกสุดเหวี่ยงจนตื่นเช้ามาปวดหัวจนแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ละก็ให้รีบหาปลาไหลมาเคี้ยวทั้งดิบๆ เป็นต้น … เอิ่ม ถ้าจะเปลี่ยนเป็นชูชิหน้าปลาไหลแทนจะได้ไหมครับ!!!

แม้วิธีการต่างๆ ที่สรรหากันมาจะยืนยันแล้วว่าได้ผลนิดหน่อยเท่านั้น แต่การเกิดขึ้นของสูตรแก้เมาค้างก็เป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายามในการรับมือกับผลข้างเคียงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น วันนี้เพจนี้ PASTORY มีสูตรแก้แฮงก์ในอดีตมาฝากกัน แต่บอกก่อนนะครับว่า สูตรเหล่านี้ไม่มีใครรับรองว่าจะได้ผล 100% นะครับ

น้ำยาสูตรเด็ดจากเมโสโปเตเมีย

เมโสโปเตเมีย ดินแดนที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำไทกริสและแม่น้ำยูเฟรตีส เป็นต้นกำเนิดอารยธรรมมนุษย์ ที่มีพัฒนาการเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ทั้งยังให้กำเนิดตัวอักษรที่ใช้ในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของผู้คนในเวลานั้นให้เราได้ศึกษาในปัจจุบัน

หนึ่งในสิ่งที่ผู้คนในอดีตบันทึกไว้มีสูตรน้ำยาที่ใช้สำหรับคนเมาค้างจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ทั้งมีบรรยายสรรพคุณว่าคนที่ดื่มน้ำยานี้แล้วทำให้มีกำลังวังชา หายปวดหัวและพร้อมสำหรับการดื่มหนักในค่ำคืนต่อไปอีกด้วย

“…ถ้าใครดื่มไวน์มากเกินไปจนปวดหัวแทบทนไม่ไหว… ให้ผสมชะเอม ถั่ว โอลีนเดอร์ (oleander) น้ำมันและไวน์เข้าด้วยกัน…ให้ดื่มในเวลาเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วจะดีขึ้น…”

ปัญหาของน้ำยาสูตรนี้มีอยู่อย่างเดียวก็คือ โอลีนเดอร์ (oleander) นั้นมีพิษ คนไทยรู้จักพืชชนิดนี้ในชื่อ ยี่โถ มีถิ่นกำเนิดในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น โปรตุเกส ไปถึงอินเดีย และเปอร์เซีย เป็นพืชมีพิษทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ และหากได้รับในปริมาณมากอาจทำให้ตายได้ ตำรายาโบราณใช้ในปริมาณเล็กน้อยเป็นยาบำรุงหัวใจ กระตุ้นชีพจรให้เต้นเร็วขึ้น แก้ปวดศีรษะ (ย้ำนะครับว่าต้องในปริมาณพอเหมาะเท่านั้น)

ดอกโอเลียนเดอร์ หรือ ดอกยี่โถ (ที่มาของภาพ)

จากสูตรที่ว่ามาการใส่ยี่โถลงไปก็เป็นความต้องการให้คนเมาค้างอาเจียนก็ได้ แต่เพราะความเป็นพิษของมัน ประกอบกับไม่มีปริมาณบอกด้วยว่าใช้มากน้อยแค่ไหน ทางที่ก็ดูไว้ประดับความรู้ อย่าไปลองเลยครับ

สูตรโรมัน…ปอดหมูสู้ปวดหัว

ชาวโรมันก็เหมือนกับผู้คนในอีกหลายวัฒนธรรมที่ถ้าเทียบแล้วดื่ม “ดุ” กว่าทุกวันนี้หลายเท่า ดังนั้น สูตรแก้เมาค้างจึงเกิดขึ้นมากมายหลายสูตรเพื่อรับประกันว่าจะขจัดอาการไม่พึงปรารถนานี้ให้ได้โดยเร็ว ไม่เว้นแม้แต่การให้คนที่ดื่มสวมมาลัยดอกหรือใบไม้บางชนิด

ถ้าวิธีแรกไม่ได้ผล ยังมีแผน 2 ซึ่งพลีนีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) นักเขียนและนายพลชาวโรมัน เขียนไว้ตำราธรรมชาติวิทยา (Natural History) ของเขาว่า ให้คนเมาค้างกินปอดหรือเครื่องในหมู (จะหมูป่าหรือหมูบ้านก็ได้) ที่บางตำราว่าให้นำมาย่างก่อน (ดีนะที่บอกก่อน) แถมยังบอกอีกว่าปอดลูกแพะก็มีสรรพคุณแก้อาการเมาค้างได้ดีเช่นกัน อ้อ มีอีกสูตรหนึ่งที่ดูจะพิสดารกว่าที่่ว่ามาคือให้นำจะงอยปากนกนางแอ่นมาเผาไฟแล้วบดเป็นผงให้คนเมาค้างดื่ม

ใครจะลองเอาสูตรโรมันไปดัดแปลงเป็นกับแกล้มตามผับก็ตามสบายเลยนะครับ

ล้างจุดสงวนด้วยเกลือ

นักดื่มสมัยกลางโดยเฉพาะในศตวรรษที่ 13 คงไม่สบายใจนักถ้าได้รู้ว่าสูตรแก้เมาค้างที่จอห์นแห่งกาดเดสเดน (John of Gaddesden) แพทย์ชาวอังกฤษเขียนไว้มีอยู่ว่า

“…คนที่เมาค้าง ถ้าเป็นผู้ชายให้เกลือและน้ำส้มสายชูล้างอัณฑะข้างหนึ่งของเขา ถ้าเป็นผู้หญิงก็ใช้เกลือและน้ำส้มสายชูล้างนมข้างหนึ่งเช่นกัน จากนั้นให้กินใบ ก้านหรือน้ำคั้นกะหล่ำปลีผสมน้ำตาล…”

แน่นอน สูตรการใช้น้ำกะหล่ำปลีสืบทอดมาจากตำราแพทย์กรีกแน่ๆ แต่การใช้เกลือและน้ำส้มสายชูกับส่วนที่เป็นของสงวนอย่างที่ว่ามานั้น ดูจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน บางทีอาจจะเข้าทำนองตำรายาผีบอกหรือตำรับยาพื้นบ้านก็ไม่ทราบ แต่ก็ยังมีเหตุผลพอเข้าใจได้

เพราะคนโบราณคิดว่าไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ นั้น หากดื่มมากเกินไปก็จะทำให้ “เลือดร้อน” และเป็นต้นเหตุของอาการเจ็บป่วยต่างๆ ตามมา ดังนั้น การที่คุณหมอจอห์นแห่งกาดเดสเดนให้นำเกลือและน้ำส้มสายชูมาใช้กับจุดสงวนจึงเป็นการทำให้ “เลือดเย็นลง” ก่อนจะใช้น้ำกะหล่ำปลีตามอย่างตำรากรีกโบราณเป็นลำดับต่อไป นั่นเอง

หมูเน่า เป็นมากกว่ายาแก้แฮงก์

ความเคลื่อนไหวต่อต้านชาวยิวในรัสเซียช่วงศตวรรษที่ 16 มีผลกระทบถึงอาการเมาค้างอย่างไร ดูเผินๆ เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันแม้แต่น้อย แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่าจากการรักษาอาการเมาค้างแบบรัสเซียที่ว่า

“…ให้นำเนื้อหมูไปซ่อนไว้ใต้เตียงชาวยิวเป็นเวลา 9 วัน นำเนื้อหมูบดให้ละเอียดแล้วให้คนเมากิน เขาจะเกลียดการดื่มเช่นเดียวกับที่ชาวยิวเกลียดหมู…”

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในหลักโคเชอร์ (Kosher) ของชาวยิวซึ่งกำหนดว่าสิ่งใดกินได้ สิ่งใดกินไม่ได้ รวมถึงข้อกำหนดว่าด้วยการเตรียมและการกินอาหารด้วยนั้น หนึ่งในลักษณะเนื้อสัตว์ที่อนุญาตให้ชาวยิวกินได้ คือ ต้องเป็นสัตว์มีเท้าเป็นกีบและเคี้ยวเอื้องอย่างวัว แพะ แกะ กวาง แต่หมูไม่เป็นโคเชอร์เพราะถึงจะมีเท้าเป็นกีบแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง นั่นเอง

แค่ลำพังการเอาเนื้อหมูที่กำลังเน่าเต็มที่จากการสัมผัสเชื้อโรคถึง 9 วันมาบดแล้วกินก็ผะอืดผะอมจะแย่อยู่แล้ว แน่นอน ต่อให้เมาแค่ไหนถ้าได้กลิ่นชวนแหวะของเนื้อหมูเน่าก็เข้าต้องสร่างเมา ส่วนการที่คนคนนั้นจะไม่แตะต้องเครื่องดื่มมึนเมาอีกเลยก็อาจเป็นผลข้างเคียงและเข็ดหลาบเพราะขืนเมามายไม่ได้สติอีกก็จะถูกจับกรอกเนื้อหมูเน่าอีก ก็คงเป็นเช่นนั้นล่ะครับ

หมูเน่าจึงเป็นมากกว่าสูตรยาแก้เมาค้าง เพราะนอกจากจะให้เอาเนื้อหมูไว้ซ่อนไว้ใต้เตียงคนยิวถึง 9 วันแล้ว (แค่ 2-3 วัน ผมก็ว่าเจ้าของเตียงน่าจะได้กลิ่นบ้างแล้ว นี่ตั้ง 9 วัน) ยังแขวะเอาในตอนท้ายว่า “…เช่นเดียวกับที่ชาวยิวเกลียดหมู…” คงไม่ชอบกันมากๆ ถึงได้ทำขนาดนี้

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมหลายชาติในโลกนี้ถึงมีทัศนคติด้านลบต่อชาวยิวในบางช่วงบางเวลา ไว้จะหาโอกาสอธิบายให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

น้ำหอยกาบ สูตรแก้แฮงค์จากอเมริกา

น้ำหอยกาบ หรือ clam juice ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ นะครับ แต่สำหรับชาวตะวันตกนี่คือเครื่องปรุงอย่างหนึ่งที่ต้องใช้เวลารวบรวมสะสมกว่าจะได้ในปริมาณที่ต้องการอาจต้องใช้หอยจำนวนมากเลยทีเดียว

วิธีรวบรวมน้ำหอยกาบก็ต้องเริ่มจากนำหอยกาบมานึ่งพอหอยสุกก็แกะฝาแล้วรินน้ำที่อยู่ในหอยลงในถ้วยหรือแก้วใช้เป็นเครื่องปรุงสำหรับอาหารบางเมนู หรือใช้ผสมเครื่องดื่มบางชนิด และแน่นอนยังใช้ดื่มแก้อาหารเมาค้าง อีกด้วย

หอยกาบ (ที่มาของภาพ)

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสหรัฐ น้ำหอยกาบเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มหลายชนิด มีทั้งสูตรเครื่องดื่มร้อนอัดลมที่เรียกว่า hot clam soda หรือบางทีก็ผสมขิง เซเลอรี (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ครีม นมอุ่นๆ น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ ซึ่งนิยมใช้เป็นเครื่องดื่มแก้อาการแฮงก์อย่างกว้างขวาง ขณะที่สโมสรหรือโรงแรมบางแห่งก็ผสมยาแก้ปวดอย่างแอสไพรินลงไปแล้วเสิร์ฟพร้อมอาหารเช้าเพื่อเอาใจแขกดื่มหนัก แถมยังมีการผลิตออกจำหน่ายเป็นเครื่องดื่มแก้เมาค้างกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

น้ำหอยกาบ (ที่มาของภาพ)https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Starting_lunch_with_a_traditional_clam_juice_shot.jpg

ทุกวันนี้คนอเมริกันยังมีการใช้น้ำหอยกาบแก้อาการเมาค้างอยู่ พร้อมพัฒนาสูตรเพิ่มส่วนผสมต่างๆ ตามแต่จะคิดได้เข้าไป ทั้งน้ำมะเขือเทศ ไข่ดิบ หรือแม้แต่เบียร์ แถมยังเผยแพร่สูตรเด็ดของตัวเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้ได้นำไปลองใช้กัน เรียกว่าวันไหนแฮงก์ก็แค่เข้าอินเทอร์เน็ต หาสูตรมารักษาตัวเองได้เลย

อย่างที่บอกไปล่ะครับว่า สูตรต่างๆ ที่ PASTORY.CO นำมาเล่าสู่กันฟังวันนี้เป็นสูตรแก้แฮงก์ในอดีตที่มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และไม่มีใครรับรองว่าจะได้ผล 100% นะครับ ทางที่ดีก็อย่าดื่มมากจนเกินพอดีหรือถ้ารู้ตัวว่าต้องดื่มหนักก็หาทางป้องกันไว้ก่อน (ลองดูวิธีการตามนี้) หรือจะหาซื้อพวกผลิตภัณฑ์ที่รับประกันว่าตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดหัวก็ตามแต่ศรัทธาเลยนะครับ

ยังไงถ้าชอบบทความนี้ก็ฝากช่วยแชร์และติดตามเพจ PASTORY.CO ด้วยนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.