เปิดตำนานอสูร ตอน 5 สัตว์ประหลาด ถึงไม่ดัง…แต่ก็ยังน่ารู้จัก

วันก่อนเขียนเรื่องคิเมียรา หรือ ไคเมรา แล้วยังรู้สึกตะหงิดๆ อยากเล่าเรื่องอสูรกายหรือสัตว์ประหลาดในตำนานกรีกโบราณอีก วันนี้คัดมา 5 ตัวที่ต้องบอกว่าถึงไม่ popular เท่าไหร่ แต่มีเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้ตัว Top ที่คุ้นเคยกันแน่นอนครับ

ตำนานกรีกโบราณเต็มไปด้วยเรื่องราวของเทพเจ้า วีรบุรุษ การรบ การเดินทางผจญภัย และเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจชวนติดตามอีกมากมาย

สิ่งที่สร้างสีสันให้กับตำนานคือความเป็นแฟนตาซีที่มาในรูปของอาวุธหรือสิ่งของวิเศษ สัตว์ประหลาดและอสุรกายต่างๆ

เราเคยได้เรื่องราวของยักษ์ไซคลอพ เซนทอร์ สฟิงซ์ ยูนิคอร์น นกฟินิกซ์ เมดูซา ไฮดรา ฯลฯ กันมาแล้ว ที่จริงในตำนานกรีกยังมีสัตว์ประหลาดและอสุรกายอีกมาก วันนี้เลือกมาเล่า 5 ตัวครับ

ดราเซียเนีย (Dracaenae)

ดราเซียเนีย เป็นสัตว์ประหลาดที่ท่อนบนเป็นหญิงงามส่วนท่อนล่างเป็นงูหรือมังกร ดราเซียเนียที่รู้จักกันมากที่สุดคือ คัมเป (Kampe หรือ Campe) มันจัดอยู่ในกลุ่มดราเคียนา หรือมังกร(งู)ตัวเมียที่โครนอส (Kronos) หรือโครนุส (Cronus) ราชาไททันสร้างคัมเปให้คอยเฝ้ายักษ์เฮคคาทอนเชียเรส (Hecatoncheires) ที่มี 100 มือ และยักษ์ไซคล็อพ (Cyclopes) ยักษ์ 3 ตาที่ทำอาวุธสายฟ้าให้ซูส (ตัวนี้เป็นพี่ของไซคล็อพในตำนานโอดิสซุส) ที่ถูกขังอยู่ในประตูคุกทาร์ทารอส (Tartaros) ในสงครามเทพกับไททัน ซูสสังหารดราเซียเนียแล้วปลดยักษ์ออกจากคุกมาช่วยฝ่ายเทพ

Campe
คัมเป (Campe) ตามจินตนาการร่วมสมัย ที่มาของภาพ

บางตำนานให้ภาพคัมเปว่ามีปีกสีดำขนาดใหญ่ มีเส้นผมเป็นงูพิษ หางของมันเปลี่ยนเป็น “งูพิษนับร้อยๆ หัว” ที่ช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้เหมือนมีเท้า มีหัวสัตว์ร้ายอย่างสิงโต หมีและหมาป่าถึง 50 หัวห้อยอยู่ที่บ่าหรือรอบๆเอว เหนือหัวของคัมเปเป็นหางแมงป่องที่ฉีดพิษร้ายถึงตายใส่เหยื่อได้ ขณะที่เอกสารบางชิ้นก็กล่าวว่าคัมเปก็คือเอคิดนา (Ekhidna) ครึ่งคนครึ่งมังกรซึ่งเป็นมารดาของอสูรและสัตว์ประหลาดอีกมาก เช่น คิเมียรา ไฮดรา ออร์โทส เป็นต้น

โอโนเซนทอร์ (Onocentaur)

เซนทอร์ที่เรารู้จักกันดีคือสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งม้า ใช่ไหมครับ ส่วน โอโนเซนทอร์ หรือออกเสียงตามภาษากรีกว่า โอโนเคนเทารอส (ONOKENTAUROS) นี้ จะว่าไปกลับไม่ค่อยมีเสน่ห์ดึงดูดใจเท่ากับเซนทอร์อันสง่างามเลย นั่นก็เป็นเพราะความประหลาดของมัน แทนที่ท่อนล่างของมันแทนที่จะเป็นม้า กลับเป็นลำตัวและขาหลังของลา ทั้งไพทากอรัส (Pythagoras) นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชาวกรีก และเอลีอานุส (Aelianus) นักเขียนชาวโรมันต่างก็กล่าวไว้ตรงกันว่าเจ้าสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งลาตัวนี้ อาศัยอยู่ในแอฟริกา มีนิสัยดุร้าย อารมณ์ฉุนเฉียวและไม่มีทางฝึกให้เชื่องได้เด็ดขาด

โอโนเซนทอร์ (Onocentaur) ภาพประกอบเอกสารลายมือเขียนสมัยศตวรรษที่ 14 ที่มาของภาพ

เอกสารบางชิ้นให้รายละเอียดไว้อีกว่าขาหน้าหรือมือของโอโนเซนทอร์นั้นทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ เมื่อต้องการใช้ความเร็วมันจะลงวิ่ง 4 เท้าซึ่งทำได้ดีไม่แพ้สัตว์อื่นๆ เลย แต่ถ้าในเวลาปกติ ขาหน้าจะทำหน้าที่เป็นมือสำหรับถือสิ่งของต่างๆ ได้ด้วย

ว่ากันว่าสิ่งที่ชาวกรีกและชาวโรมันในยุคหลังเรียกว่า โอโนเซนทอร์ นั้น อาจเป็นลิงใหญ่ไม่มีหางจำพวกชิมแปนซีก็ได้

นกแห่งบึงสเตมฟาเลีย (Stymphalian birds)

ใครที่เป็นติ่ง เอ๊ย แฟนตัวจริงของเฮอร์คิวลีสต้องรู้จักสัตว์ประหลาดแห่งบึงสเตมฟาเลีย เพราะมันเป็นด่านที่ 6 ในภารกิจ 12อย่างของฮีโรจอมพลังที่จะต้องฝ่าฟันผ่านให้หมดด้วยความเหนื่อยยากลำบากจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

ตำนานว่านกพวกนี้อพยพหนีหมาป่ามาหากินอยู่แถบบึงสเตมฟาเลียของแคว้นอาร์คาเดีย (Arcadia) มันทำลายทุกอย่างทั้งพืชพรรณธัญญาหาร ผลไม้ ที่ร้ายที่สุดคือมันเป็นนกกินคน

พวกมันมีขนเป็นใบมีดคมกริบที่สามารถพุ่งใส่เหยื่อได้ ขณะที่ตำนานเรียกพวกมันว่านกแห่งเทพีอาร์ทีมีส (Artemis) เทพแห่งการล่าสัตว์ หรือนกของเทพอาเรส (Ares) เทพแห่งสงครามของชาวกรีกที่ยิงขนซึ่งแหลมคมเหมือนลูกศรได้ เท่านั้นยังไม่พอครับ สัตว์ประหลาดตัวนี้ยังมีจะงอยปากแข็งและคมเหมือนสัมฤทธิ์ และขี้ของมันยังมีพิษที่หากใครโดนเข้าไปหรือเผลอกินน้ำที่มีขี้นกนี้อยู่ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด

เฮอร์คิวลีสรู้ถึงอันตรายของสัตว์ประหลาดตัวนี้ดี เขาใช้โครตาลา (krotala) ซึ่งเป็นเครื่องกระทบชนิดหนึ่งที่เทพเฮเฟสตุส (Hephaestus) ทำให้ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อนกที่อยู่ในป่ารอบๆ บึงสเตมฟาเลียได้ยินเสียงเขย่าโครตาลาก็ตกใจบินขึ้นสู่อากาศ เฮอร์คิวลีสใช้ลูกศรอาบพิษไฮดรายิงพวกมันร่วงเป็นจำนวนมาก ส่วนบางตำนานก็ว่าเขาใช้ห่วงเชือกสำหรับขว้างก้อนหิน (sling) จัดการพวกมัน

เฮอร์คิวลีสสังหารนกด้วยห่วงเชือกสำหรับขว้างก้อนหิน (sling) ภาพจากเครื่องปั้นดินเผากรีกสมัยศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ที่มาของภาพ

นกที่รอดชีวิตพากันหนีไปอาศัยอยู่บนเกาะอาเรทิอัส (Aretias) ในทะเลยูซีเน (Euxine Sea) หรือทะเลดำ (Black Sea) ซึ่งลูกเรืออาร์โก (Argonauts) ของเจสันต้องเผชิญกับพวกมันอีกครั้งหนึ่งเมื่อออกเรือตามหาขนแกะทองคำ

ไมร์เมเกส (Myrmekes) มดยักษ์อินเดีย

ถ้าคุณคิดว่าก็แค่มดตัวเล็ก จะเหยียบหรือบี้ยังไงก็ได้ ไม่เห็นต้องกลัวอะไรละก็ ต้องบอกว่าไมร์เมเกส หรือ ไมร์เม็กซ์ อินดิกอส (Myrmex Indikos) นี่แหล่ะครับ ฝันร้ายที่จะเปลี่ยนความคิดคุณไปตลอดกาล

เฮโรโดตุส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกเล่าไว้ว่าไมร์เมเกสหรือมดยักษ์อินเดียตัวใหญ่กว่าหมาจิ้งจอก แม้จะเป็นรองหมาพันธุ์ใหญ่ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าสัตว์ประหลาดมีขนาดที่ชวนให้ขนลุกได้อยู่ดี

ไมร์เมเกส (Myrmeges) หรือมดยักษ์อินเดียตามจินตนาการร่วมสมัย ที่มาของภาพ

ว่ากันว่าพวกมันขุดรูลึกลงไปในดินเพื่อทำรังอยู่อาศัย ทรายที่พวกมันขนขึ้นมากองไว้ที่ปากรูนั้นเต็มไปด้วยผงทองคำ แต่ถึงผู้คนในท้องถิ่นจะสรรหาวิธีการสารพัดเพื่อขโมยทรายทองคำก็ไม่เป็นผลมากนัก เพราะนอกจากขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารเมื่อเทียบกับมดทั่วไปๆ ที่เราเห็นกันแล้ว ไมร์เมเกสยังเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่วชนิดที่ใครก็คิดไม่ถึง จึงเป็นการยากที่จะชิงเอาทองคำแล้วรอดกลับมาอย่างมีชีวิตได้ง่ายๆ

โครคอตตา (Crocotta)

สัตว์ประหลาดจากแถบเอธิโอเปียที่เรียกว่าโครคอตตา หรือ ลิวโครคอตตา (Leucrocotta) นี้นับประหลาดสมชื่อครับ เพราะมันรวมเอาลักษณะจากสัตว์ต่างๆ ไว้ในตัว มีบั้นท้ายเหมือนกวาง คอ หางและหน้าอกเหมือนสิงโต หัวเหมือนตัวแบดเจอร์ เท้าเป็นกีบและปากกว้างฉีกไปถึงใบหู และที่ถือเป็นจุดเด่นของมันเลยก็คือสามารถเลียนเสียงคนได้ด้วย ตรงนี้เองที่ทำให้บางคนว่ามันคือไฮยีนาตามความเข้าใจของคนโบราณ

โครคอตตา (Crocotta) จากตำราสรรพสัตว์ (bestiary) สมัยกลาง ที่มาของภาพ

แถมให้อีกตัวหนึ่งก็แล้วกัน คือ คาโตเบลพส์ (Katobleps) หรือ คาโตเบลพาส (Catoblepas) ซึ่งมีกำเนิดที่เอธิโอเปียเช่นกัน ตัวมันขนาดใหญ่พอๆ กับวัว ปกติจะก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้ามันเงยหน้าขึ้นมาเมื่อไหร่ มันจะพ่นลมหายใจพิษออกมาฆ่าเหยื่อในทันที ว่ากันว่ามันก็คือ นู (Gnu) หรือ วิลเดอบีสต์ (Wildebeest) ที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ ในสารคดีชีวิตสัตว์โลกในแอฟริกา นั่นเองครับ

คาโตเบลพาส (Catoblepas) ตามจินตนาการร่วมสมัย ที่มาของภาพ

สัตว์ประหลาดในตำนานโบราณที่มีมากมายทั่วโลก ทำให้เรามองเห็นภาพสังคมในอดีตที่อาจมีนักเดินทางสักคนที่มาพร้อมเรื่องราวประสบการณ์ที่ได้เห็นได้ฟังมา คนที่ฟังก็เอาไปเล่าต่อๆ กัน พร้อมกับเติมสีเติมสันให้ดูประหลาดหรือน่ากลัวมากยิ่งขึ้น บางครั้งก็นำไปใช้ในฉากของเรื่องเล่าอื่นๆ ก็มี

แม้ปัจจุบันจะมองว่าเป็นจินตนาการเพ้อฝัน แต่สำหรับคนโบราณ สัตว์ประหลาดเหล่านี้มีอยู่ “จริง” อย่างไม่ต้องสงสัย

การมีสัตว์ประหลาด อสุรกาย ผีสาง เทวดา และวีรบุรุษหรือตัวละครเด่นๆ ในเรื่องเล่าโบราณมากมาย ทั้งตัวที่ได้รับความนิยมกล่าวถึงบ่อยๆ กับพวกที่ไม่ค่อย popular อย่างที่นำมาเล่านี้ล้วนสะท้อนวิธีคิด ค่านิยมและการมองโลกที่ซับซ้อน

ถ้าชอบใจก็ช่วยแชร์ ช่วยคอมเมนต์ให้เป็นกำลังใจด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ