ชาร์ลี แชปลิน : ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร

ชีวิตของซูเปอร์สตาร์ยุคหนังเงียบผู้นี้ ผ่านสุขทุกข์มามากมาย จากที่ต้องเข้าๆ ออกๆ สถานดัดสันดานในวัยเด็ก พอโตขึ้นมาก็ถูกฟ้องว่าทำคนท้องจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เคยถูกสงสัยว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ถูกห้ามเข้าประเทศ ต้องใช้ชีวิตในต่างแดนจนลมหายใจสุดท้าย แม้เมื่อตายแล้ว ศพยังถูกขุดขึ้นมาเรียกค่าไถ่เกือบครึ่งล้านดอลลาร์


วันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1975 ชาร์ลี แชปลิน นักแสดงชาวอังกฤษวัย 85 ปี นั่งรถเข็นเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ณ พระราชวังบักกิงแฮม เพื่อรับการสถาปนาเป็นอัศวินในนาม เซอร์ ชาลส์ สเปนเซอร์ แชปลิน จูเนียร์

ภาพจำตลอดกาลของแชปลินคือคนจรจัดไว้หนวดทรงแปรงสีฟัน หรือ หนวดจิ๋ม สวมกางเกงหลวมโพรก เสื้อคับติ้ว และหมวกโบวเลอร์ทรงกลมสีดำขอบโค้ง เขาปรากฏตัวบนแผ่นฟิล์มยุคหนังเงียบด้วยท่าทางน่าขบขัน แม้บางอย่างจะเป็นตลกร้ายแต่ก็เรียกเสียงหัวเราะและความประทับใจจากผู้ชมได้เสมอ ถ้าจะเรียกว่าแชปลินเป็นซูเปอร์สตาร์คนแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกก็ไม่ผิดนัก

The Tramp - Wikipedia
คนจรจัดหนึ่งในภาพจำของชาร์ลี แชปลิน จากภาพยนตร์เรื่อง The Tramp ที่เขาเขียนบทและกำกับ ออกฉายในปี 1915 (ที่มา)

นักแสดงมากความสามารถผู้นี้มีผลงานซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมจำนวนมาก ทว่าขณะเดียวกันเขาเองก็มีอดีตที่ทำให้กลายเป็นเป้าการโจมตีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

เอกสารกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษเมื่อปี 1956 ซึ่งถูกปกปิดต่อการรับรู้ของสาธารณชนจนถึงปี 2002 มีข้อมูลว่านักแสดงยุคหนังเงียบผู้นี้ ควรแก่การสงสัยว่าจะมีส่วนพัวพันกับลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เรียกกันว่าสงครามเย็นที่เต็มไปด้วยจารชนหรือสายลับหลากหลายรูปแบบ

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สหรัฐซึ่งเป็นที่ที่เขาลี้ภัยไปอยู่ก็คิดแบบเดียวกัน มีคำถามมากมายเกิดขึ้นเกี่ยวกับความคิดความอ่านตลอดจนความภักดีทางการเมืองของชาร์ลี แชปลินในช่วงทศวรรษ 1940 ซึ่งต่อเนื่องมาถึงปี 1952 อันเป็นปีที่วีซ่าเข้าสหรัฐของเขาถูกยกเลิก แชปลินต้องอพยพไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์จนวาระสุดท้าย

ไม่แต่เท่านั้น ชีวิตส่วนตัวของแชปลินเองก็ยังทำให้เพื่อนร่วมชาติชาวอังกฤษถึงกับตกตะลึง เพราะเป็นที่รู้กันว่าเขามีสัมพันธ์กับนักแสดงหญิงจำนวนไม่น้อย และยังแต่งงานกับเจ้าสาวที่มีวัยเพียง 16 ปี ถึง 2 ครั้งมาแล้ว

หลังชีวิตแต่งงานครั้งที่ 3 ของเขายุติลงในปี 1942 นักแสดงหญิง โจแอน บาร์รี (Joan Barry) ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับแชปลินระหว่างปี 1941-1942 ได้ยื่นฟ้องคดีเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา แต่แม้ผลการพิสูจน์จะชี้ว่าแชปลินไม่ใช่พ่อของเด็กหญิงที่เกิดจากบาร์รี กระนั้นศาลก็ยังมีคำสั่งให้เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็กคนนั้น คดีนี้เป็นรอยด่างในชีวิตของแชปลินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อดีตของแชปลินย้อนไปในลอนดอนช่วงปลายทศวรรษ 1880 เขาเกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1889 วัยเด็กพ่อที่ติดเหล้าทอดทิ้งไปและต้องใช้ชีวิตในสภาพยากจน บางครั้งก็ต้องอาศัยอยู่ในสถานดัดสันดาน (workhouse) หรือถ้าเรียกด้วยศัพท์สมัยนี้ก็คือสถานสงเคราะห์

ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าโชคดีที่เขามีแม่เป็นนักแสดงละครร้องทำให้เขาสนใจศิลปะด้านนี้มาตั้งแต่เด็กและตั้งใจว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นนักแสดงให้ได้ “ผมเคยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์ ช่างพิมพ์ คนทำของเล่น เด็กช่วยงานในคลินิกหมอ แต่ในช่วงที่ตกงาน ผมไม่เคยหมดหวังจะเป็นนักแสดง”

ปี 1897 แชปลินได้ร่วมแสดงกลุ่มนักเต้นรองเท้าไม้ เขาเป็นที่รู้จักในบทเด็กยกกระเป๋าจากละครเรื่องเชอร์ล็อก โฮล์ม ต่อมาในปี 1908 เมื่ออายุได้ 19 ปี เขาเข้าร่วมกลุ่มนักแสดงละครใบ้ของเฟรด การ์โน (Fred Karno) ที่มีชื่อเสียงและออกเดินทางไปอเมริกา ที่นั่นเขาได้พบกับแม็ก เซนเนตต์ ผู้สร้างภาพยนตร์ที่ถูกใจและตกลงเซ็นสัญญากับแชปลินในอัตราค่าจ้างสัปดาห์ละ 150 ดอลลาร์

นับจากนั้น ไม่มีอะไรขวางทางสู่ความโด่งดังของเขาได้อีกแล้ว ด้วยวัย 26 ปี เขากลายเป็นดาราดังที่มีค่าตัวถึงปีละ 670,000 ดอลลาร์

ชาร์ลี แชปลิน ในวัยหนุ่ม ราวทศวรรษ 1920 (ที่มา)

ทว่าผลจากสงครามเย็น ทำให้เขาถูกตั้งข้อสงสัยและถูกขับออกจากสหรัฐ กระทั่งปี 1972 เขาได้กลับคืนสู่อุตสาหกรรมการแสดงของฮอลลีวู้ดอีกครั้ง โดยได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ สำหรับ “ผลอันไม่อาจคณานับจากศิลปะภาพยนตร์ในศตวรรษนี้” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1972 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้กลับไปยืนบนแผ่นดินสหรัฐอีกครั้งหลังถูกห้ามเข้าประเทศนานถึง 20 ปี

แชปลิน (ขวา) ในวันรับรางวัลออสการ์เกียรติยศ จาก แจ็ค เลมมอน นักแสดงอเมริกัน (ซ้าย) เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 1972 (ที่มา)

แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เขาดีใจได้มากเท่ากับการได้รับสถาปนาเป็นอัศวินและได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ลำดับอัศวิน ชั้นที่ 2 ในตระกูล The Most Excellent Order of the British Empire ซึ่งมอบให้กับผู้มีผลงานยอดเยี่ยมด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ รวมถึงผู้ทำงานการกุศล ช่วยเหลือสังคม โดยมีข้อกำหนดว่าผู้ที่ได้รับอิสริยาภรณ์นี้ในชั้นที่ 1 (Grand Cross) และ ชั้นที่ 2 (Knigt Commander) หากเป็นชาย มีสิทธิ์ใช้คำว่า Sir นำหน้าชื่อ ส่วนผู้หญิงสามารถใช้คำว่า Dame นำหน้าชื่อได้

แชปลินให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จพระราชินีนาถทรงขอบพระทัยในสิ่งที่เขาทำ พระองค์ตรัสว่าโปรดภาพยนตร์ของเขามาก นี่ถึงกับทำให้เขาตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะเลยทีเดียว

CC Knighted 19750304
แชปลินกับครอบครัวในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับการได้รับสถาปนาเป็นอัศวิน (ที่มา)

3 ปีหลังได้รับการสถาปนา เซอร์ชาร์ลี แชปลิน ถึงแก่กรรมด้วยโรคหลอดเลือดสมองในวันคริสต์มาส ปี 1977 ขณะนอนหลับอยู่ที่บ้านในสวิตเซอร์แลนด์ งานศพของเขาจัดขึ้นอย่างเป็นส่วนตัวในอีก 2 วันถัดมาที่สุสานแองกลิกันตามความประสงค์ของแชปลิน บ๊อบ โฮป (Bob Hope) นักแสดงอังกฤษเชื้อสายอเมริกัน กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “เราโชคดีที่ได้เกิดในยุคของเขา”

แต่กระนั้น จะว่าไปแชปลินก็ไม่ได้ rest in peace เสียทีเดียวหรอก เพราะอีก 3 เดือนต่อมา หีบศพของเขาถูกขุดขึ้นมาด้วยฝีมือของโจร 2 คน ที่ขู่ว่าจะทำลายหีบและศพหากไม่จ่ายเงินเป็นค่าไถ่เป็นเงิน 400,000 ดอลลาร์

จะเรียกว่าโชคดีหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ เพราะในอีก 11 สัปดาห์จากนั้น หัวขโมยคู่นี้ก็ถูกตำรวจรวบตัวได้ และให้การว่าที่ทำลงไปก็เพราะต้องการเรียกค่าไถ่เพราะได้ยินว่าแชปลิปทิ้งมรดกไว้ให้ภรรยาม่ายของเขามากถึง 100 ล้านดอลลาร์

หีบศพของแชปลินถูกพบในทุ่งไม่ไกลจากจุดที่ฝังมากนัก มีการประกอบพิธีฝังศพเขาอีกครั้ง คราวนี้มีการทำห้องเก็บศพด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างแน่นหนาล้อมเอาไว้ทุกด้านเพื่อให้เขาได้พักผ่อนไปนิรันดร์

ใครจะไปรู้ว่าดาวตลกในตำนานคนนี้อาจกำลังหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองแม้เมื่อสิ้นลมไปแล้วก็เป็นได้

หลุมศพของชาร์ลี แชปลิน ที่ Corsier-sur-Vevey ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ (ที่มา)

เรียบเรียง โดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์

เรียบเรียงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Charlie_Chaplin

https://www.charliechaplin.com/

https://www.britannica.com/biography/Charlie-Chaplin

https://www.onthisday.com/articles/arise-sir-charlie-chaplin