เอาออกแค่ไหน : การขริบในยุคโบราณ

ชัยจักร ทวยุทธานนท์ : เรียบเรียง


รูปแบบการขริบที่ชาวตะวันตกคุ้นเคยคือการนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายออกไปทั้งหมดอย่างที่ปฏิบัติกันอยู่ในหมู่ศาสนิกของศาสนายูดาห์


การขริบหนังหุ้มอวัยวะเพศชายเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ ทำไปเพื่ออะไรและทำอะไรบ้าง ภายใต้ข้อกำหนดทางศาสนา การเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นชายหนุ่ม การทดสอบความกล้า การขริบยังถูกใช้เพื่อ “ทำลายความเป็นชาย” ของเชลยศึกอีกด้วย

มีสมมติฐานมากมายเกี่ยวกับสาเหตุของการขริบหนังหุ้มอวัยวะเพศชาย (Circumcision) ในอดีต เดิมนักวิชาการตะวันตกยุคแรกๆ เห็นว่าต้นกำเนิดของการขริบเกิดขึ้นในอียิปต์โบราณ แต่ในปัจจุบันวงวิชาการมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าการขริบมีขึ้นในตะวันตกและตะวันออกกลางโดยผู้คนทางตอนใต้ของภูมิภาคอาระเบียและบางส่วนของแอฟริกา นอกจากสาเหตุจากความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นชายหนุ่มแล้ว การขริบยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงโทษเชลยศึกด้วย

File:Ancient Medieval era circumcision Italy.jpg
ประติมากรรมแสดงการขริบในอิตาลีสมัยกลาง ที่มาของภาพ https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Ancient_Medieval_era_circumcision_Italy.jpg

เอกออกแค่ไหน

การขริบหนังหุ้มอวัยวะเพศชายทำกันในหลายส่วนของทวีปแอฟริกา ภูมิภาคโอเชียเนีย กลุ่มคนที่นับศาสนายูดาห์และศาสนาอิสลาม รูปแบบการขริบที่ชาวตะวันตกคุ้นเคยคือการนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายออกไปทั้งหมดอย่างที่ปฏิบัติกันอยู่ในหมู่ศาสนิกของศาสนายูดาห์

อย่างไรก็ตาม ในอียิปต์โบราณและกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ ในแอฟริกา การขริบทำเพียงตัดเอาหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายบางส่วนออกไปเท่านั้น ขณะที่ผู้คนตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก จะตัดเส้นเอ็นเล็ก ๆ ที่ยึดระหว่างหัวของอวัยวะกับหนังหุ้มปลายอวัยวะหรือเส้นสองสลึง (frenum) ให้ขาด โดยไม่ทำอะไรกับหนังหุ้มอวัยวะเพศเลย 

ข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาคพันธสัญญาเดิม (the Old Testament) ซึ่งระบุว่า …คราวนั้น พระเยโฮวาห์ตรัสกับโยชูวาว่า “จงทำมีดด้วยหินคมและให้คนอิสราเอลเข้าสุหนัตเป็นครั้งที่สอง… (โยชูวา 5:2) ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเดิมชาวอิสราเอลที่กล่าวถึงในคัมภีร์ดังกล่าวคงได้รับการขริบตามแบบของชาวอียิปต์โบราณมาแล้ว และต้องรับการขริบ “ครั้งที่สอง” ตามอย่างชาวยูดาห์อีกครั้งซึ่งการขริบแบบนี้เป็นการนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายออกทั้งหมด นั่นเอง

ทำไมต้องขริบ

ชาวอิสราเอลโบราณถือว่าการขริบเป็นพิธีที่พระเจ้าทรงกำหนดให้อับราฮัมและเชื้อสายของท่านกระทำเพื่อที่จะเข้าส่วนในพันธสัญญาที่พระเจ้าพระเยโฮวาห์ทรงมีต่ออับราฮัมและเชื้อสายของท่าน พิธีนี้จำเป็นต้องทำในเด็กทุกคนเมื่ออายุได้ 8 วัน และรวมถึงชาวต่างชาติทุกคนที่เป็นทาสของชาวฮีบรูจะต้องเข้าสุหนัตด้วย และหากชาวต่างชาติต้องการเข้าร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา (Passover) ซึ่งเป็นเทศกาลที่ชาวยิวฉลองเพื่อระลึกถึงการที่พระเป็นเจ้าช่วยปลดปล่อยชาวอิสราเอลจากการเป็นทาสในอียิปต์นั้น ก็จำเป็นต้องเข้าสุหนัตก่อนจึงจะเข้าร่วมได้

ภาพการขริบไอแซค (Isaac) บุตรชายของอับราฮัมในเอกสารตัวเขียนศตวรรษที่ 14 ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/4b/Isaac%27s_circumcision%2C_Regensburg_c1300.jpg?1604473706673

การขริบของชาวอิสราเองจึงเป็นสัญลักษณ์ความเป็นหมู่พวกหรือเป็นสมาชิกของชุมชนแห่งพันธสัญญา (covenant community) ที่สถาปนาขึ้นระหว่างพระเป็นเจ้ากับอับราฮัม ดังนั้น การขริบจึงเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันในหมู่ประชาชาติอิสราเอล

ดังที่กล่าวแล้วว่าการขริบจะทำในเด็กทารกอายุ 8 วันหลังคลอด แต่หากจำเป็นก็อาจทำกับผู้ใหญ่ได้ด้วยหากผู้นั้นมีความประสงค์จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวอิสราเอล ต่อมาเมื่อศาสนาของชาวอิสราเอลโบราณมั่นคงมากขึ้น มีการจัดระบบระเบียบภายในองค์กรศาสนาชัดเจนขึ้นจึงมีการกำหนดให้คนที่เคยรับศาสนาแบบเดิมหรือคนที่เปลี่ยนมานับถือศาสนายูดาห์ต้องขริบอีกครั้ง ประเด็นนี้เป็นความแตกต่างสำคัญของแนวทางการปฏิบัติในศาสนาคริสต์ยุคแรกที่กำหนดว่าชาวคริสต์ที่ไม่ใช่ชาวยิวมาก่อนไม่จำเป็นต้องขริบ

(บน) ภาพสลักแสดงการขริบจากสุสานที่เมืองซักการา (Saqqara) ประเทศอียิปต์ อายุประมาณ 2,500– 3,000 ปี ก่อน ค.ศ. (ล่าง) ภาพที่จำลองขึ้นใหม่ให้เห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น ที่มาของภาพ https://egypt-museum.com/post/171703042636/circumcision-scene-mastaba-of-ankhmahor#gsc.tab=0

ส่วนในอียิปต์โบราณ การขริบมักจะทำในผู้ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งจะถือเพศเป็นนักบวชหรือผู้ชายในชนชั้นขุนนาง แม้จะยังไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรทางประวัติศาสตร์หรือหลักฐานทางโบราณคดี แต่การขริบของอียิปต์อาจเคยทำเพื่อแสดงความแตกต่างระหว่างชนชั้นปกครองกับสามัญชนก็เป็นได้ เห็นได้จากภาพสลักบนผนังสุสานที่เมืองซักการา เป็นภาพชายหนุ่มถูกจับตรึงไว้ขณะที่นักบวชใช้มีดตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออก

พิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน (Rite of Passage)

อียิปต์ไม่ใช่เพียงกลุ่มวัฒนธรรมเดียวในแอฟริกาที่มีธรรมเนียมการขริบ หลายกลุ่มในแอฟริกาตะวันออกรวมถึงชาวบันตู (Bantu) ก็มีพิธีกรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่ชายหนุ่มด้วย ชายหนุ่มในกลุ่มชาติพันธุ์ซูลู (Zulu) และโคซา (Xhosa) จะใช้ปูนขาวทาตามร่างกายก่อนเข้าสู่พิธีขริบที่จัดขึ้นอย่างหรูหรา 


ชายหนุ่มเหล่านี้จะใช้หินหรือมีดคมๆ ตัดขริบตนเอง


ชายหนุ่มชาวซูลูจะแต่งกายงดงาม ทาหน้าและร่างกายด้วยปูนขาวก่อนเข้าสู่กระบวนการขริบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน ที่มาของภาพ http://cdn.scooper.news/newsbackend/content/20200902/ef112980a00574bb072ef9dcf2994a40.jpg

ระหว่างพิธีกรรมพิธีอูลวาลูโก (Ulwaluko) ชายหนุ่มชาวซูลูจะแยกตัวออกจากชุมนุม (และผู้หญิง) ไปอยู่ลำพังเป็นเวลาหลายสัปดาห์ มีเพียงหญิงชราที่จะทำหน้าที่ส่งอาหารและน้ำให้ ชายหนุ่มเหล่านี้จะใช้หินหรือมีดคมๆ ตัดขริบตนเอง ตามธรรมเนียมดั้งเดิมจะนำขี้วัวมาทาบนแผลที่เกิดขึ้นจากการขริบซึ่งกว่าแผลจะหายสนิทดีอาจใช้เวลาถึง 4 เดือน บางคนพลั้งมือทำให้เกิดบาดแผลที่อวัยวะเพศ ผิดรูปผิดร่างหรือติดเชื้อ อักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิตระหว่างขั้นตอนนี้ก็มี

หลังขริบแล้วพวกเขาจะนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศที่ถูกตัดออกไปทิ้งในป่าเป็นสัญลักษณ์ของการละทิ้งความเป็นเด็กชายเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นจะลงไปในแม่น้ำเพื่อล้างปูนขาวที่ทาตัวออก ปัจจุบันธรรมเนียมการขริบยังมีอยู่แต่เปลี่ยนไปทำในโรงพยาบาลแทน เพราะมีหลักฐานแต่ละปีจะมีเด็กชาวซูลูไม่น้อยที่เสียชีวิตระหว่างพิธีกรรมดังกล่าว

ขณะเดียวกันในภูมิภาคโอเชียเนียและคนพื้นเมือง (อะบอริจิน) ในทวีปออสเตรเลียจะใช้เปลือกหอยทะเลเป็นอุปกรณ์ขริบโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบความกล้าในกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ซึ่งมีพิธีกรรมที่ชื่อว่า ตูลี (Tuli) ซึ่งเป็นพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านด้วย ทั้งนี้ ชายฟิลิปินส์ราว 93% ต้องเข้ารับการขริบ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่นับศาสนาอิสลามซึ่งในเดือนเมษายนและพฤษภาคมของแต่ละปี พ่อแม่จะพาลูกชายไปเข้าพิธีขริบซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาตั้งแต่ศาสนาอิสลามเข้าสู่ฟิลิปปินส์เมื่อปี 1450 ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่พบได้ในภาษาตากาล็อก (ภาษาพื้นเมืองฟิลิปปินส์) คือ คำว่า ซูพอต (supot) ที่แปลว่า คนขี้ขลาด นั้น หมายถึงคนที่ไม่ขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ นั่นเอง

เชลยศึกก็ต้องขริบ

การขริบไม่เพียงเกิดขึ้นในบริบทของวิถีชีวิตและความเชื่อทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังใช้ทำลายความมั่นอกมั่นใจหรือทำลายศักดิ์ศรีของทหารฝ่ายตรงข้ามที่ถูกจับตัวได้ในระหว่างทำสงคราม ธรรมเนียมนี้ทำกันอยู่ในแถบตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออกและเอเชียใต้ ยิ่งกว่านั้นบางครั้งขยายไปถึงการทำลายความเป็นชายด้วยการตัดอวัยวะเพศของทหารข้าศึกออกแล้วส่งตัวไปขายเป็นทาสหรือเป็นขันทีก็มี

คนไทยเรียกว่า “การทำสุหนัต”

การขริบในศาสนายูดาห์และศาสนาอิสลามนั้น คนไทยเรียกว่าการทำ “สุหนัต” ซึ่งมาจากคำว่า ซูนัต ในภาษามลายู (มาจากคำว่า ซุนนะฮ์ ในภาษาอาหรับ ซึ่งหมายถึง แบบแผนการปฏิบัติของท่านศาสดานบีมุฮัมมัด) ปัจจุบันมีการทำสุหนัตหมู่ที่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการทำสุหนัตที่ได้รับความนิยม เชื่อว่าเป็นการลดความเครียดให้กับเด็ก ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพรามีเพื่อนๆ ที่เข้าสุหนัตพร้อมกัน โดยก่อนเข้าสุหนัต เด็ก ๆ จะแต่งตัวด้วยชุดสวยงาม ร้องรำทำเพลงกัน อีกทั้งมีการจัดขบวนแห่เล็กใหญ่ แล้วแต่ความพร้อมของครอบครัวไปยังสถานที่ทำพิธี

บริบทที่เปลี่ยนไป

เดิมการขริบเป็นจารีตที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ปรากฏการขริบในวัฒนธรรมอื่นๆ ที่อยู่นอกแอฟริกา ตะวันออกกลางและภูมิภาคโอเชียเนีย เว้นแต่จะมีคนจากพื้นที่เหล่านั้นเข้าไปอาศัยอยู่และสืบสานธรรมเนียมการขริบในหมู่สมาชิกชุมชนของตน ขณะะดียวกันการขริบยังส่งผลต่อประวัติศาสตร์และอารยธรรมโดยเฉพาะอารยธรรมตะวันตกเมื่อชาวอิสราเอลโบราณใช้การขริบเป็นเครื่องหมายแสดงความพวกพ้องเดียวกันอย่างที่กล่าวมาแล้ว

การขริบในเอเชียกลาง เข้าใจว่าเป็นเตอร์เกสถาน ราวปี 1865–1872 ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/1b/Circumcision_central_Asia2.jpg/1024px-Circumcision_central_Asia2.jpg

ทุกวันนี้ผู้ชาย 1 ใน 3 ของประชากรโลกผ่านการขริบมาแล้ว โดยเฉพาะในหมู่ศาสนิกของศาสนาอิสลาม ยูดาห์ ที่การขริบเป็นข้อกำหนดทางศาสนา อย่างไรก็ตาม การขริบที่ทำขึ้นโดยเหตุผลอื่นก็มี เช่น การขริบที่แพร่หลายในสหรัฐเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์ด้านการป้องกันและสุขภาพเป็นหลัก 

ขณะเดียวกันหลายองค์กรทางการแพทย์ระดับโลกหลายองค์กรก็ไม่เห็นด้วยและเชื่อว่าการขริบไม่มีประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญมากไปกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดตามมา ยิ่งกว่านั้น การขริบยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ไม่มากพอและที่สำคัญคือการขริบอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยก็เป็นได้ เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลกที่จัดทำเว็บไซ์ชื่อ The Male Circumcision Clearinghouse เมื่อปี 2009 เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการขริบที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการขริบและยังเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV ด้วย

แหล่งข้อมูล

https://www.ancient-origins.net/history-ancient-traditions/history-circumcision-0010398

https://www.bbc.com/thai/thailand-48225936

http://www.godcom.net/thaibible/B06C005.htm

https://en.wikipedia.org/wiki/Circumcision

http://www.followhissteps.com/web_christianstories/Sermons/myromans04_09_12.html

https://www.livescience.com/22685-circumcision-facts.html

https://m.scooper.news/burundi/2020/09/02/be-a-man-to-become-men-zulu-boys-were-abducted-for-circumcision-rites-that-some-never-survived/11441573

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%95

Leave a Reply

Your email address will not be published.