นกโรบิน : ฮีโรของชาวอะบอริจิน

ชาวอะบอริจินในทวีปออสเตรเลียยกย่องนกโรบินอกแดง (redbreast robin) เป็นวีรบุรุษที่นำไฟมาสู่โลก

นานแสนนานมาแล้ว ในยุครุ่งเรือง เหล่านกและสัตว์ขี้กลัวอย่างมนุษย์อาศัยอยู่ในป่า

วันหนึ่ง หลังอาทิตย์ตก คนผิวดำกลับมาจากล่าสัตว์ก็ได้พบชายชราถือหอกยาว สะพายตะกร้าสานด้วยหญ้าว่างเปล่า ชายผู้นั้นวางหอกลงบนพื้น เป็นสัญลักษณ์ของสันติ แล้วพูดว่า “เข้าเดินทางมาไกล สหายทั้งหลาย ผ่านไปหลายเดือนนับแต่ออกมาเผ่า ข้าเดินทางไปยังดินแดนที่เสียงน้ำดังเหมือนฟ้าร้อง ผ่านภูเขาหลายลูกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหมอกสีเทาสู่ที่ราบสีแดงกว้างใหญ่ ที่นั่นไม่มีนกหรือสัตว์อื่นใดเลย ดวงตะวันซ่อนอยู่หลังเมฆดำตลอดเวลา ข้าเดินทางไม่หยุดไปยังดินแดนหลังดวงตะวัน”

“บัดนี้ข้าชรามาก เผ่าของข้ากระจัดกระจายไปเหมือนใบไม้แห้งยามต้องลม และก่อนที่ข้าจะไปพบพวกเขา ข้าขอพักกับพวกเจ้าสักคราวเถิด และเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ ข้าจะบอกความลับของไฟในดวงตะวันให้ เพื่อคนที่กล้าหาญที่สุดในหมู่เจ้าไปนำมันมา”

หัวหน้าเผ่านำชายชราผู้นั้นกลับไปยังที่ตั้ง เมื่ออาหารค่ำที่ทำอย่างง่ายๆ เสร็จแล้ว ก็เลือกส่วนที่ดีที่สุดให้นักเดินทางผู้อ่อนล้า

ชาวเผ่าล้อมวงรอบๆ เฝ้ารอฟังเรื่องราวจากชายชรา เวลานั้นไม่มีใครรู้จักไฟ คนผิวดำได้รับความอบอุ่นจากดวงตะวันตกและมักคิดเสมอว่าทำอย่างไรจะนำไฟจากท้องฟ้าลงมาให้ความอบอุ่นยามหิมะตกและลมหนาวพัดแรงจนเย็นเข้าไปถึงกระดูก พวกเขาไม่รู้จักหุงอาหารหรือทำหัวหอกให้แกร่งด้วยไฟ มีเพียงความอบอุ่นเท่านั้นที่พวกเขาต้องการ 

ชายชรานั่งกระโหย่ง พันหนังพอสซัมรอบตัว ทอดสายตาไปในความมืดของป่าราวกับเห็นศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ เมื่ออยู่ในท่าสบายแล้วเขาก็เริ่มเล่าการเดินทางน่าตื่นเต้นของตน

“ไกลออกไปทางตะวันออก ดวงตะวันซ่อนตัวอยู่หลังภูเขา” เขาเอ่ยขึ้น

“ลำธารไม่มีน้ำ แอ่งน้ำแห้งเหือด สัตว์มากมายตายอยู่ที่ก้นแม่น้ำ พวกมันมาเมื่อกินน้ำ แต่ต้องตายเพราะความกระหาย เงามรณะทอดผ่านไปทั่วดินแดน ข้าเร่งฝีเท้าไม่หยุด กลัวว่าจถะถูกมันเล่นงาน”

“วันหนึ่ง ลิ้นข้าแห้งผาก ขาอ่อนแรงเหมือนขาเด็กอ่อน ข้าเห็นประกายแอ่งน้ำอยู่ไกลๆ จึงออกแรงวิ่ง แต่เหนื่อยก่อนไปถึงอยู่หลายครั้ง ในที่สุดข้าก็ไปถึงจนได้ ทว่าความมืดของราตรีแผ่คลุมลงมา ข้านอนหลับ แม้ดวงตะวันจะลอยสูงอยู่บนฟ้า”

“พอข้าตื่นขึ้น ในหูมีเสียงดังเหมือนมีแมลงวันเป็นฝูง ขาข้าไม่มีแรงเลย ต้องคลานไปที่แอ่งน้ำ ก้มหัวลงจะดื่มน้ำนั่น แต่กลับเป็นทรายร้อนๆ อยู่ในปากข้าแทน ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าประกายน้ำที่เห็นเป็นทรายนี่เอง”

“เหมือนวิญญาณร้ายเข้าสิง ข้าขุดทรายเป็นหลุมจนเลือดอาบมือ ทรายแน่นขึ้นๆ แล้วน้ำจุดเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้น มันค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ จนพอให้ข้าดื่มกินได้ ข้าอยู่ที่นั่นวันหนึ่ง เมื่อมีกำลังขึ้นแล้วก็ออกเดินทางต่อ”

“ผ่านไปหลายวัน ข้ามาถึงดินแดนที่มีต้นไม้สูง เช้าวันหนึ่ง ก่อนดวงตะวันจะโผล่พ้นยอดเขา ข้าเห็นแสงไฟลอดผ่านต้นไม้ออกมา ข้าตื่นเต้นมาก จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้ จนได้เห็นมาร์ (Mar) หรือนกกระตั้วหงอนแดง ที่มีไฟอยู่ใต้หงอน มันไปไหนมาไหนโดยมีไฟนั่นส่องทาง ด้วยความรีบร้อน ข้าเหยียบกิ่งไม้แห้ง นกกระตั้วหันขวับมาทันที”

Gang-gang Cockatoo - eBird
นกกระตั้วหงอนแดง (red creast cockatoo) ที่มาของภาพ

“มันชี้หอกมาที่ข้า ข้าหนีเอาชีวิต หลายวันหลายคืนผ่านไป ข้ากลับมาที่เผ่าอย่างอ่อนล้า แต่เผ่าของข้าไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ข้าออกตามรอยจนมาพบพวกเจ้านี่แหล่ะ”

“หากในหมู่พวกเจ้ามีคนกล้าพอจะเผชิญอันตรายตามเส้นทางยาวไกลและโหดร้าย จงไปนำไฟมาจากมาร์ ชื่อของเขาจะเป็นที่จดจำไปจนสิ้นกาล”

คนผิวดำได้ฟังก็ตื่นเต้นมาก พวกเขาหันไปปรึกษาหารือกัน ในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะเชิญนกกระตั้วมาร่วมงานเลี้ยง รอให้เผลอแล้วขโมยไฟมา 

แล้ววันนั้นก็มาถึง มีการจัดงานเลี้ยงใหญ่โต มีการเต้นรำ ร้องเพลงและเล่นประลองกำลังกันอย่างครึกครื้น ชาวเผ่ายื่นเนื้อจิงโจ้ให้นกกระตั้ว มันปฏิเสธ ชาวเผ่าจึงเปลี่ยนเป็นยื่นหนังจิงโจ้ให้ มันรับแล้วบินจากไป

งานเลี้ยงจบลง พวกเขาไม่ได้ไฟ

ไพรต์ (Prite) คนตัวเล็กที่สุดในเผ่าตัดสินใจออกตามนกกระตั้ว เขาข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่าจนเหนื่อยล้า ขณะกำลังจะถอดใจกลับไปที่เผ่า พลันก็เห็นนกกระตั้วมีไฟออกมาจากใต้หงอนของมัน

เขากลับมาที่เผ่าแล้วบอกว่าเรื่องที่ชายชราเล่าเป็นเรื่องจริง ทุกคนปรึกษากันจนได้ข้อสรุปว่ามอบให้ทัตกันนา (Tatkanna) หรือนกโรบิน ไปขโมยไฟกลับมาให้ได้ 

Red-capped Robin | BirdLife Australia
นกโรบินอกแดง หรือ นกโรบินไฟ (redbreast robin หรือ flame robin) ที่มาของภาพ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทัตกันนาออกเดินทางยาวไกล ในที่สุดก็ไปถึงและทันได้เห็นนกกระตั้วนำไฟออกมาจากใต้หงอน ใช้กิ่งไปจุดไฟเพื่อลนขนบนหนังจิงโจ้ที่คนผิวดำมอบให้

ทัตกันนาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นๆ ความร้อนของไฟทำให้ขนบนอกของมันไหม้เกรียม จึงได้ชื่อว่า นกโรบินอกแดง (Robin Redbreast) หรือ นกโรบินไฟ (Flame Robin) นับแต่นั้น

นกกระตั้วหันมาพอดี นกโรบินรวบรวมความกล้าวิ่งคว้าไม้ติดไฟ มันจุดไฟบนหญ้าแห้งรอบๆ ตัว ไฟลามไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานป่าทั้งผืนก็กลายเป็นกองเพลิงเจิดจ้า เสียงไฟกระหึ่มเหมือนเสียงน้ำตก นกและสัตว์ต่างๆ หนีเอาตัวรอด ทุกอย่างถูกไฟเผาจนกลายเป็นควันดำอยู่เบื้องหลัง

Why you shouldn't feed kookaburras mincemeat | Better Homes and Gardens
นกกระเต็น (Kookaburra) ที่มาของภาพ

นกโรบินเห็นว่านกระตั้วตามมาติดๆ จึงขอร้องให้ควาร์ทัง (Quartang) หรือนกกระเต็นช่วยอีกแรง นกกระเต็นรับปาก มันต่อสู้กับนกกระตั้วอยู่นาน แต่นกกระตั้วซึ่งแข็งแกร่งกว่าก็ขับไล่นกกระเต็นไปอยู่บนยอดไม้นับแต่นั้นเป็นต้นมา

คนผิวดำยกย่องความกล้าหาญของนกโรบิน ขณะที่นกกระตั้วยังคงมีหงอนสีแดงเหมือนเปลวไฟ ส่วนขนบนหน้าอกของนกโรบินก็ยังคงเป็นสีแดอยู่นั้นเป็นประจักษ์พยานของความกล้าหาญที่นำไฟมาให้มวลมนุษย์

เรียบเรียง โดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์

แหล่งข้อมูล

Thomas, W.J. (1923). Some Myths and Legends of the Australian Aborigines. 

https://ztevetevans.wordpress.com/tag/mar-the-cockatoo/

https://www.sacred-texts.com/aus/mla/mla19.htm

https://bluethumb.com.au/kunjawildlifeart/Artwork/how-fire-was-stolen-from-the-red-crested-cockatoo