รองเท้านารี : ไม้นี้มีตำนาน

ตำนานของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา เล่าเรื่องหญิงคนหนึ่งที่เดินฝ่าหิมะอันหนาวเหน็บไปนำยาจากหมู่บ้านข้างเคียงมารักษาสามีและผู้คนที่ล้มป่วยด้วยโรคระบาด เธอกลายเป็นผู้ให้กำเนิดดอกไม้สีเหลืองหรือสีแดง(ชมพู) ที่รากของมันใช้เป็นสมุนไพรรักษาอาการต่างๆ ของผู้หญิง รวมถึงโรคฮิสทีเรีย

กล้วยไม้รองเท้านารี (Lady’s Slipper) เป็นกล้วยไม้สกุล Paphiopedilum มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น รองเท้านาง รองเท้าแตะนารี หรือบุหงากะสุตในภาษามาเลเซีย อันหมายถึงรองเท้าของสตรี เนื่องจากกลีบดอกหรือที่เรียกว่า “กระเป๋า” มีรูปร่างคล้ายกับรองเท้าของสตรีและรองเท้าไม้ของชาวเนเธอร์แลนด์ กระเป๋าของรองเท้านารีมีรูปร่างลักษณะและสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์

รองเท้านารีเหลือง กระบี่ - เกษตรปลอดสารพิษ แบบพอเพียง
กล้วยไม้รองเท้านารี “เหลืองกระบี่” ที่มาของภาพ

กล้วยไม้ชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อินเดีย ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย ในประเทศไทยพบกล้วยไม้รองเท้านารีขึ้นอยู่ในป่าทั่วไป บางชนิดเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินหรือซอกหินที่มีต้นไม้ใบหญ้าเน่าตายทับถมกัน เจริญงอกงามในที่โปร่ง ไม่ชอบที่รกทึบ แสงแดดส่องถึง ส่วนในทวีปอเมริกาเหนือ พบทั่วไปในแคนาดาและสหรัฐแทบทุกที่ ยกเว้นรัฐเนวาดา รัฐฟลอริดา และรัฐฮาวาย

ตำนานเก่าแก่ของชนเผ่าโอจิบเว (Ojibwe) กล่าวว่า นานมาแล้ว หมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิดโรคระบาดขึ้น ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายจำนวนมาก แม้แต่หมอประจำเผ่าเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความหวั่นวิตก

เมื่อหัวหน้าเผ่าคิดจะส่งโกโกลี (Koo-Koo-Lee) ซึ่งเป็นมิชินิห์เวย์ (mizhinihway) หรือ คนนำสารไปขอยาจากหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเขากลับล้มป่วยจากโรคระบาดนี้ด้วย วาห์ออนเนย์ (Wah-on-nay) ภรรยาโกโกลีจึงอาสาหัวหน้าเผ่าไปขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่ไม่อาจเรียกว่า “ใกล้เคียง” ได้เลย

ระยะทางก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความยากลำบากในการเดินทาง แม้ในหน้าร้อนว่าลำบากมากแล้ว แต่ขณะนั้นเป็นฤดูหนาว หิมะตกหนักมาก วาห์ออนเนย์ต้องเดินลุยหิมะและเผชิญภยันตรายต่างๆ นานาเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ

เธอทำได้ เมื่อไปถึงหมู่บ้านแห่งนั้น เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หัวหน้าหมู่บ้านฟัง เขามอบยาที่จะช่วยชีวิตผู้คนในเผ่าของเธอให้แล้วกำชับว่าให้รีบเดินทางกลับไปทันที

แต่ระหว่างเดินทางกลับ วาห์ออนเนย์ลื่นล้ม รองเท้าหนังกวาง (moccasin) ที่สวมอยู่ขาดและหายไป เธอแข็งใจย่ำเท้าเปล่าต่อไป

Native American Moccasins & Footwear - Native American Crafts
รองเท้าหนังกวาง (moccasin) ของชนพื้นเมืองอเมริกา ที่มาของภาพ

เช้าวันต่อมา ผู้คนในหมู่บ้านได้ยินเสียงซ้ำๆ ดังมาจากชายป่าใกล้ๆ

“โกโกลี ข้ากลับมาแล้ว ออกมารับข้าด้วย”

ชาวบ้านต่างออกตามหาจนพบเธอนอนอยู่บนพื้นหิมะ เท้าถูกหิมะกัดจนเป็นแผล เลือดไหลไม่หยุด บนหิมะขาวโพลน มีรอยเท้าที่มีเลือดสีแดงเป็นทาง เธอยื่นห่อยาขนาดใหญ่ให้สามีเพื่อนำไปให้หัวหน้าเผ่าใช้รักษาคนเจ็บ

โกโกลีอุ้มภรรยาขึ้นมาแล้วรีบนำเข้าไปในกระท่อม ให้ร่างกายเธอได้รับความอบอุ่น เขาใส่ยาแล้วใช้หนังกวางห่อเท้าไว้

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง หิมะละลายไปหมดแล้ว รอยเท้าปนเลือดของวาห์ออนเนย์มีดอกไม้ผุดขึ้นมา เรียกกันว่า ดอกรองเท้าหนังกวาง ดอกวาห์ออนเนย์ หรือดอกโกโกลี ซึ่งรู้จักกันในปัจจุบันว่า กล้วยไม้รองเท้านารี

อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า วาห์ออนเนย์ทนพิษบาดแผลจากการถูกหิมะกัดไม่ได้ เธอสิ้นใจในวันต่อมา ที่หลุมศพของเธอมีดอกไม้สีเหลืองลักษณะคล้ายเท้าที่ใช้ถูกหนังกวางห่อหุ้มไว้ เรียกกันว่า ดอกรองเท้าหนังกวางของวาห์ออนเนย์

1.กล้วยไม้รองเท้านารีเมืองกาญจน์ - bell180306
กล้วยไม้รองเท้านารี “เหลืองเมืองกาญจน์” ที่มาของภาพ

ชนพื้นเมืองอเมริกาเชื่อว่ากล้วยไม้รองเท้านารีเป็นยามีสรรพคุณลดไข้ รักษาอาการปวดศีรษะ นิยมใช้ทั้งพันธุ์ดอกสีเหลืองและพันธุ์ดอกสีแดง(ชมพู) ขณะเดียวกันในยุโรป นิยมใช้กล้วยไม้นี้เป็นยาช่วยทำให้อารมณ์สงบ

น้ำที่คั้นจากรากกล้วยไม้รองเท้านารีเป็นยาโบราณที่ใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ ความวิตกกังวล และอาการอื่นๆ อันเนื่องมาจากความเครียดทางอารมณ์ และเพราะกล้วยไม้ชนิดนี้มีตำนานเกี่ยวกับผู้หญิง จึงมักใช้รักษาอาการที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง เช่น ลดอาการปวดเกร็งขณะมีประจำเดือนและความเจ็บปวดจากการคลอดบุตร รวมถึงโรคฮิสทีเรีย (hysteria) ที่มีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ หรือควบคุมความวิตกกังวลของตัวเองไม่ค่อยได้ รวมถึงความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองก็ทำได้ไม่ดีเท่าคนปกติ

ในอดีต เชื่อกันว่าฮิสทีเรียเป็นอาการผิดปกติที่ก่อตัวขึ้นในมดลูกและเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงเท่านั้น เพราะคำว่า hysteria มาจากคำว่า hysteric ที่ใช้เรียกอาการหัวเราะหรือร้องไห้ที่ควบคุมไม่ได้ของคนที่เป็นโรคนี้ ที่มาของคำคำนี้ มาจากภาษากรีกว่า husterikos ที่เป็นรูปหนึ่งของคำว่า hustera หรือ มดลูก (womb) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวงการแพทย์พบว่าฮิสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย 

ชนพื้นเมืองจะเก็บรากกล้วยไม้นี้ในฤดูใบไม้ร่วงหรือต้นฤดูใบไม้ผลิ แล้วนำไปตากแห้ง บดเป็นผง ผสมกับน้ำหรือแอลกอฮอล์ (แต่ปัจจุบันวิธีนี้ไม่นิยมทำกันแล้ว เพราะหลังจากรากถูกตัดหรือเด็ดออกไป กว่ากล้วยไม้จะฟื้นตัวและเติบโตเป็นปกติอีกครั้งต้องใช้เวลาหลายปี)

กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบ | กล้วยไม้
กล้วยไม้รองเท้านารี “คางกบ” ที่มาของภาพ

ในศตวรรษที่ 19 วิลเลียม คัลเลน ไบรอันท์ (William Cullen Bryant, 1794 – 1878) กวีโรแมนติกชาวอเมริกัน ใช้กล้วยไม้รองเท้านารีเป็นสัญลักษณ์ของความตาย ดังนี้

There, I think, on that lonely grave,
Violets spring in the soft May shower;
There, in the summer breezes wave
Crimson phlox and moccasin flower.

บทกวี ชื่อ The Moccasin Flower ของ เอลีน กูเดล อีสท์แมน (Elaine Goodale Eastman, 1863–1953) ที่เขียนขึ้นเมื่อปี 1879 ขณะอายุได้ 16 ปี (ต่อมาเธอเป็นนักเขียนนิยาย กวี นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน) ใช้กล้วยไม้รองเท้านารีเป็นตัวแทนของความโดดเดี่ยวและความหวังอันห่างไกล ดังนี้

Yet shy and proud among the forest flowers,
In maiden solitude,
Is one whose charm is never wholly ours,
Nor yielded to our mood:
One true-born blossom, native to our skies,
We dare not claim as kin,
Nor frankly seek, for all that in it lies,
The Indian’s moccasin.

Free photo: Lady Slipper Orchid - Bloom, Blossom, Flower - Free Download -  Jooinn
กล้วยไม้รองเท้านารีในธรรมชาติ ที่มาของภาพ

เรียบเรียงโดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์

แหล่งข้อมูล

https://books.google.co.th/books?id=aYBcX3a1F0wC&printsec=frontcover&source=gbs_ge_summary_r&redir_esc=y#v=onepage&q&f=false

https://www.firstpeople.us/FP-Html-Legends/LadysSlippers-Ojibwa.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Cypripedioideae

https://www.fs.fed.us/wildflowers/beauty/cypripedium/about.shtml