ตำนานพระคงคา

ชัยจักร ทวยุทธานนท์ : เรียบเรียง

ตำนานพระคงคา


ชาวฮินดูเชื่อว่าแม่น้ำสายนี้สามารถชำระบาปทั้งปวงได้


เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่าการลอยกระทงนั้นเป็นการขอขมาและรำลึกถึงคุณของแม่น้ำลำคลอง โดยเฉพาะการบูชา “พระคงคา” ที่เป็นเทพีแห่งสายน้ำทั้งมวลและยังเป็นบุคลาธิษฐานของแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งของอินเดีย

ตำนานในศาสนาฮินดูกล่าวว่าเดิมแม่น้ำคงคาไหลอยู่บนสวรรค์ ต่อมาเหล่าเทพยินยอมให้ไหลผ่านมวยผมพระศิวะลงมาสู่โลกมนุษย์ยังบริเวณที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน ชาวฮินดูเชื่อว่าแม่น้ำสายนี้สามารถชำระบาปทั้งปวงไปได้ ขณะที่คติทางศาสนาพุทธพยายามเชื่อมโยงเทศกาลดังกล่าวเข้ากับการบูชาพระพุทธบาทที่หาดทรายแก้วริมฝั่งแม่น้ำนัมมทาซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทับไว้เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ

แต่ดูเหมือนตำนานฝ่ายพุทธจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ขณะเดียวกันคนก็ยังลอยกระทงเพื่อบูชา “พระคงคา” อยู่เรื่อยมา 

แล้วใครรู้บ้างว่าเรื่องราวของเทพีผู้ได้รับการบูชาอย่างยิ่งในฐานะผู้ปลดปล่อยวิญญาณที่ทุกข์ทนให้พ้นทรมาน และผู้ล้างบาปทั้งมวลของมนุษยชาติเป็นอย่างไร วันนี้ pastory.co มีคำตอบครับ


ขั้นแรกไปทำความรู้จักกับพระคงคากันก่อน

พระคงคาเป็นธิดาของพระหิมวัต หรือพระหิมวันต์ (แปลตรงตัวคือ ซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ หรือ แลล้วนไปด้วยหิมะ) ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของเทือกเขาหิมาลัย พระนางมีรูปลักษณ์เป็นสตรี มีหลายปาง แต่หลักๆ ถือดอกบัวและหม้อน้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดใหม่และความอุดมสมบูรณ์ ตามลำดับ มี “มกระ” (Makara) หรือที่ไทยเรียกว่า “มกร” (อ่านว่า มะ-กอน) รูปร่างคล้ายจระเข้ มีงวงเหมือนช้าง (บางตำนานก็ว่ามีหางเป็นปลา) เป็นสัตว์พาหนะซึ่งรูปลักษณ์ของมกรก็สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

ประติมากรรมรูปพระคงคาที่ศรีลังกา ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/9a/A_Devi_sculpture_in_Sri_Lanka_Goddess_Ganga.jpg

วันหนึ่ง เทพียอมอภิเษกสมรสกับพระเจ้าศานตนุ (Shantanu) โดยรับปากว่าพระองค์จะไม่โกรธ ไม่เกลียดและจะไม่ซักถามเกี่ยวกับสิ่งที่พระแม่คงคาทำเลยทั้งสิ้น 

พระองค์มีโอรสกับพระคงคา 7 องค์ แต่ทุกองค์ถูกมารดาโยนลงแม่น้ำทั้งหมดตั้งแต่แรกเกิด แม้อยากรู้เพียงใดแต่พระเจ้าศานตนุก็ไม่อาจเอ่ยปากถามได้ จนโอรสองค์ที่ 8 ถือกำเนิดขึ้น ผู้เป็นสวามีทนไม่ไหวจึงซักถาม พระคงคาจึงเอ่ยถึงคำพยากรณ์ว่าพระองค์จะให้กำเนิดเทพแต่ต้องอยู่ในร่างของมนุษย์ วิธีลบล้างคำสาปดังกล่าวได้คือต้องโยนทารกเหล่านั้นลงน้ำ แต่สำหรับโอรสองค์ที่ 8 พระคงคงบอกกับสวามีว่าจะไม่ทำเช่นนั้น และจะเลี้ยงดูโอรสเอง กระทั่งอายุได้ 16 ปี พระคงคาจึงนำโอรสองค์นั้นมามอบให้พระเจ้าศานตุ โอรสองค์ดังกล่าวคือเจ้าชายเทวพรตหรือในภายหลังมีชื่อว่า  ภีษมะ  บุคคลสำคัญคนหนึ่งในมหากาพย์มหาภารตะ นั่นเอง


เอาล่ะ คราวนี้มาพูดถึงตำนานแม่น้ำคงคาไหลสู่โลกกันบ้าง

พระเจ้าสักระ (King Sagara) ปกครองนครอโยธยา พระองค์มีโอรส 6,000 องค์ (อะไรมากมายขนาดนั้น!!!) วันหนึ่งพระองค์คิดจะประกอบพิธีอัศวเมธ ซึ่งเป็นการแสดงพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์อินเดียโบราณเหนือกษัตริย์อื่นๆ ในแผ่นดิน กษัตริย์ที่ผ่านการประกอบพิธีดังกล่าวจะได้เป็น “ราชาธิราช” (ราชาเหนือราชาทั้งปวง) 

พิธีดังกล่าวทำโดยการปล่อยม้าลักษณะดีที่สุด ที่เรียกว่า “ม้าอุปการ” กษัตริย์จะเสด็จพร้อมกองทัพติดตามม้านั้นไปด้วย เมื่อม้าไปถึงในรัฐใด ถ้ายอมอ่อนน้อมด้วยประกอบพิธีบูชาม้าตัวนั้น กองทัพก็จะผ่านไป (และถือว่ารัฐนั้นถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอำนาจ) แต่หากรัฐใดจับม้านั้นไว้ ถือว่ากระด้างกระเดื่องไม่ยอมรับพระราชอำนาจ กษัตริย์จะนำกองทัพเข้าโจมตี

จากนั้น เมื่อเดินทางรอบ “โลก” (ตามความเข้าใจของคนโบราณ) หรือครบ 1 ปีแล้ว กษัตริย์จะทรงยกทัพกลับพร้อมทั้งเหล่าราชาที่ถูกปราบ จากนั้น “พระราชาธิราช” ก็จะนำม้าตัวนั้นบูชายัญถวายแด่เทพเจ้าต่อไป

Story of Half golden bandicoot and Ashwamedha yagna - Hindu Magazine
พิธีอัศวเมธหรือการปล่อยม้าอุปการ ที่มาของภาพ https://hindu.bz/wp-content/uploads/2019/05/story-of-half-golden-bandicoot-and-ashwamedha-yagna.jpg

พระอินทร์รู้สึก “หมั่นไส้” จึงแอบขโมยม้าอุปการไปซ่อน

ขณะที่กองทัพของพระเจ้าสักระเดินทางไปตามที่ต่างๆ โดยไม่มีแว่นแคว้นใดกล้าต่อกรอยู่นั้น พระอินทร์รู้สึก “หมั่นไส้” จึงแอบขโมยม้าอุปการไปซ่อนไปที่อาศรมของฤาษีผู้มีฤทธิ์มากตนหนึ่ง ชื่อ กปิล (Kapila) ซึ่งคนไทยเรียกว่า กบิลฤาษี หรือบางทีก็เรียกว่า ฤาษีตาไฟ (ดูต่อไปว่าทำไมถึงเรียกเช่นนั้น)

ฝ่ายพระเจ้าสักระเมื่อทราบว่าม้าอุปการหายไปอย่างไร้ร่องรอยก็พิโรธอย่างหนัก พระองค์สั่งให้โอรสทั้ง 6,000 องค์ออกติดตามหาม้าตัวนั้นเป็นการด่วน จนในที่สุดเหล่าโอรสก็พบม้าอุปการอยู่อาศรมของกบิลฤาษีและคิดว่าเป็นฝีมือของฤาษีตนนั้นแน่ๆ 

ด้วยความโกรธ โอรสผู้เยาว์และเย่อหยิ่งเหล่านั้นจึงร้องด่าทอ ประชดประชัน เย้ยหยันฤาษีอย่างหยาบคาย 

ฤาษีไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแต่ลืมตาขึ้นและเหลือบมองโอรสทั้งหกพันของพระเจ้าสักระที่มาร้องท้าทายอยู่หน้าอาศรม เพียงชั่วชายตามอง ครั้งเดียวเท่านั้น…โอรสเหล่านั้นก็ถูก “ตาไฟ” หรือพลังวิเศษของฤาษีที่ได้รับจากพระวิษณุแผดเผาจนสิ้นใจกลายเป็นเถ้าถ่านทั้งหมด

พระเจ้าสักระเมื่อรู้เข้าก็รีบไปอ้อนวอนฤาษีว่าไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่เลยแม้แต่น้อย ที่โอรสเหล่านั้นทำไปก็เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (คุ้นๆ ไหมครับ กับเหตุผลแบบนี้) ขอให้ฤาษีเมตตาให้อภัยปลดปล่อยวิญญาณของโอรสเหล่านั้นให้เป็นอิสระ พูดง่ายๆ คือ ให้ไปผุดไปเกิด ไม่ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนด้วยเถิด

ฤาษีตอบว่าการปลดปล่อยที่พระองค์ร้องขอนั้นเกิดความสามารถของตน วิธีเดียวที่จะทำได้คือหากพระคงคา เทพีแห่งน้ำบนสรวงสวรรค์เสด็จลงมายังพื้นโลกและได้ชำระเถ้ากระดูกเหล่านั้น วิญญาณจึงจะเป็นอิสระ

พระเจ้าสักระได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เทพเจ้าเมตตา พระองค์สวรรคตไปพร้อมกับความโศกเศร้า 

การประกอบพิธีอัศวเมธของพระองค์ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว พระองค์ได้เป็นราชาธิราชจากพิธีดังกล่าวก็จริง แต่กลับต้องเสียโอรสไปทั้งหมด

หลายปีต่อมา พระเจ้าภาคิรัถถะ (Bhagiratha) หรือที่คนไทยเรียกว่า พระเจ้าภคีรถ ผู้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าสักระได้ขึ้นปกครองเมืองอโยธยา พระองค์ได้รับพรจากพระพรหมและพระศิวะ จึงทูลขอให้พระคงคาไหลลงมายังโลกเพื่อปลดปล่อยวิญญาณโอรสทั้ง 6,000 องค์ของพระเจ้าสักระที่ถือเป็นบรรพชนของพระองค์ด้วยเถิด แน่อน เหล่าเทพเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ติดอยู่ที่ว่าแม่น้ำคงคาบนสวรรค์นั้นมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไม่มีแม่น้ำใดบนโลกจะเทียบได้ หากไหลตรงมายังโลกย่อมทำลายสรรพสิ่งให้ย่อยยับ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องกั้นเพื่อชะลอความแรงของสายน้ำเสียก่อน 

พระศิวะทรงรับจัดการเรื่องนี้ ด้วยการให้แม่น้ำแห่งสวรรค์ไหลผ่าน “อินทรชฎา” หรือ มวยผมของพระองค์ก่อนจะไหลลงสู่โลกมนุษย์โดยสวัสดี ตำนานในศาสนาฮินดูกล่าวว่าสถานที่ที่พระคงคาเสด็จลงมาสู่โลกเป็นแห่งแรกคือเมืองคังโคตรี (Gangotri) รัฐอุตตรขัณฑ์ ประเทศอินเดีย อยู่บนเทือกเขาหิมาลัยหรือที่เรียกกันว่า “เชิงผาหิมพานต์” นั่นเอง

Shiva with Ganga | Shiva, Hindu gods, Lord shiva
พระคงคงไหลผ่านมวยผมพระศิวะก่อนจะไหลลงสู่โลกมนุษย์ ที่มาของภาพ https://in.pinterest.com/pin/686095324455165546/

ตำนานเล่าต่อไปว่า เมื่อพระคงคาเสด็จมายังโลก ก็ได้ชำระล้างเถ้ากระดูกโอรสทั้ง 6,000 องค์ของพระเจ้าสักระ วิญญาณเหล่านั้นได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระและขึ้นสู่สวรรค์ นับแต่นั้นมา ผู้เป็นศาสนิกในศาสนาฮินดูจึงมีความเชื่อว่าน้ำในแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์ของเทพีอีกทั้งยังไหลผ่านมวยผมของพระศิวะผู้เป็นเจ้าย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น สามารถชำระล้างบาปผิดในอดีตได้และหากคนที่ใกล้ตายได้จิบน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เข้าไป วิญญาณของผู้นั้นก็จะบริสุทธิ์และได้รับการชำระบาปทั้งหมด รวมถึงการโปรยเถ้ากระดูกลงในแม่น้ำจะทำให้วิญญาณหลุดพ้นจากวัฏสงสารทั้งหมด


ชาวฮินดูตั้งใจว่าต้องอาบน้ำในแม่น้ำคงคาให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

ชาวฮินดูตั้งใจว่าต้องอาบน้ำในแม่น้ำคงคาให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตและหวังว่าเมื่อตนตายลง ญาติพี่น้องลูกหลานจะจัดการเผาศพตามธรรมเนียม แล้วนำเถ้าอัฐิไปโปรยในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

Varanasiganga.jpg
แม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/b9/Varanasiganga.jpg

ความเชื่อดังกล่าวยังคงดำรงอยู่และผูกพันเหนียวแน่นกับวิถีชีวิตชาวฮินดู ทุกวันมีผู้แสวงบุญเดินทางมาสักการะแม่น้ำสายนี้ไม่ขาดสายพร้อมบริจาคทานแก่นักบวช ฤาษีและคนยากจนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำสายนี้ ทุกๆ รุ่งอรุณ ชาวฮินดูผู้มีศรัทธาจะสักการะพระคงคาด้วยดอกไม้ ประทีปและการสวดมนต์สรรเสริญ โดยเฉพาะตามท่าน้ำในเมืองสำคัญๆ  เมืองฤาษีเกศ (Rishikesh) เมืองหริทวาระ (Haridwar) เมืองอะลาฮาบัด (Allahabad) และเมืองพาราณสี (Varanasi) 

ยิ่งในเทศกาลสำคัญที่จัดขึ้นทุกๆ 12 ปีอย่างเทศกาลกุมภ์เมลา (Kumbh Mela) หรือ มหากุมภ์เมลา ซึ่งว่ากันว่าเป็นเทศกาลทางศาสนาที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในโลกด้วยการร่วมลงอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำคงคา รวมถึงการบวงสรวงสังเวยพระคงคาด้วยดอกไม้ ผลไม้และเงินตราจำนวนมาก 

นี่คือเครื่องยืนยันศรัทธาของผู้คนที่ต่อหนึ่งในเทพที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู แม้เวลาผ่านไปนานเพียงใดก็คงหนักแน่นมั่นคงจนกระทั่งปัจจุบัน

ป.ล. ไว้มีโอกาสจะนำเรื่องรอยพระพุทธบาทที่หาดทรายแก้วริมฝั่งแม่น้ำนัมมทามาเขียนให้อ่านกันครับ

crowds at Sangam
บรรยากาศในเทศกาลกุมภเมลา ที่มาของภาพ https://www.bbc.com/news/world-asia-india-46998178

แหล่งข้อมูล

Wilkinson, P (2009). Myths & Legends. London: DK.

https://en.wikipedia.org/wiki/Ganges

https://en.wikipedia.org/wiki/Ganga_in_Hinduism

https://www.ancient.eu/Ganges/