ทำไมนักกีฬาต้องกัดเหรียญ

บ่อยครั้งที่เราดูการแข่งขันกีฬาระดับโลก โดยเฉพาะกีฬาโอลิมปิก จะเห็นภาพที่คุ้นตา นั่นคือ การจูบเหรียญรางวัล เช่นเดียวกับภาพการยกเหรียญขึ้นมากัด ทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วย วันนี้ pastory.co มีคำตอบครับ

ที่มาที่ไปของเหรียญโอลิมปิก

1896 Summer Olympics medal table - Wikipedia
เหรียญเงินในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งแรก เมื่อปี 1896 มอบให้ผู้ชนะเช่นเดียวกับเหรียญทองในปัจจุบัน ที่มา

กีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1896 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ แต่ในเวลานั้นผู้ชนะในแต่ละประเภทจะได้รับเหรียญเงิน ไม่ใช่เหรียญทองแดงอย่างที่เห็นกัน ส่วนลำดับรองลงมาได้เหรียญบรอนซ์ ขณะที่ผู้ชนะลำดับที่ 3 ไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้านเลย ธรรมเนียมที่ว่ามาเกิดขึ้นในโอลิมปิกครั้งแรกเท่านั้น เพราะอีก 4 ปีถัดมา คือ ปี 1900 ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 2 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผู้เล่นที่ชนะการแข่งขันส่วนใหญ่จะได้รับถ้วยรางวัลกลับบ้าน ส่วนการมอบเหรียญรางวัลที่เป็นเหรียญทอง-เงิน-บรอนซ์ อย่างที่คุ้นเคยกันนั้น ต้องรอจนถึงโอลิมปิกครั้งที่ 3 เมื่อปี 1904 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเซนต์หลุย รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เหรียญทองคำแท้ๆ (solid gold) จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะรางวัลของผู้ชนะ

เหรียญทองคำบริสุทธิ์ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 3 ปี 1904 ที่สหรัฐ ที่มา

แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่กี่ปีหรอกครับ เพราะเหรียญทองแท้ๆ เหรียญสุดท้ายนั้น มีการมอบกันในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 5 เมื่อปี 1912 ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะอีก 2 ปีถัดมา (1914) ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ กลายเป็นของหายาก จึงจำเป็นต้องนำโลหะผสม หรือ อัลลอยด์ มาใช้ทำเหรียญรางวัลเพื่อลดปริมาณทองคำ ซึ่งในเวลานั้นกำหนดว่าเหรียญทองต้องประกอบด้วยทองคำ 6 กรัม ที่เหลือเป็นส่วนผสมของเงินและทองแดง

COMMEMORATIVE MEDALS, Medals by Subject, Sport, Olympic Games, Sweden,  Stockholm 1912, Gold Winne
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 5 เมื่อปี 1912 เป็นครั้งสุดท้ายที่มีการมอบเหรียญทองคำบริสุทธิ์ให้ผู้ชนะ ที่มา

ธรรมเนียมการกัดเหรียญ

การกัดเหรียญเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันมานานแล้ว และพบได้บ่อยๆ ในการแข่งขันกีฬาต่างๆ ไม่เฉพาะแต่กีฬาโอลิมปิก เพื่อทดสอบความแท้ (authenticity) ของเหรียญนั้นๆ ดังที่เราจะเห็นได้ในภาพยนตร์หลายเรื่องที่นักแสดงจะหยิบเหรียญกษาปณ์ รวมถึงทองก้อน หรือเงินก้อน มากัดเพื่อทดสอบความแข็ง แม้แต่ในยุคตื่นทองของสหรัฐในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผู้คนก็นิยมกัดก้อนทองด้วยเหตุผลเดียวกัน โดยดูว่าหากกัดลงไปแล้ว มีรอยฟันปรากฏอยู่บนก้อนทองเหล่านั้นก็แสดงว่าเป็นทองแท้ แต่ถ้ามันแข็งมากจนทำให้ฟันหักละก็ แสดงว่าไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ แต่มีโลหะอื่นผสมอยู่ ทั้งนี้ ทองคำบริสุทธิ์นั้น เป็นโลหะอ่อนที่สามารถตีเป็นแผ่นบางๆ หรือดึงเป็นเส้นได้ โดยทองคำบริสุทธิ์หนัก 1 ออนซ์ สามารถดึงเป็นเส้นลวดได้ยาวถึง 35 ไมล์ และมีค่าความแข็ง (Hardness) ประมาณ 2-2.5 ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเพชรที่มีค่าความแข็ง 10 ตามมาตราความแข็งของโมส์ (Moh’s hardness scale)

แต่ทุกวันนี้เหรียญรางวัลมีโลหะอื่นผสมอยู่ ไม่ใช่ทองแท้ๆ อย่างในอดีต การกัดจึงไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังเสี่ยงฟันหักได้อีกด้วย

ตัวอย่างของนักกีฬากัดเหรียญ

ตัวอย่างของนักกีฬากัดเหรียญรางวัลโอลิมปิกนั้นมีให้พบได้บ่อยๆ อย่างในการแข่งขันโอลิมปิก ครั้งที่ 31 หรือ รีโอเกม ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ก็มีภาพนักกีฬาหลายคนที่ทำท่ากัดเหรียญทองที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล เฟลพส์ นักกีฬาว่ายน้ำชาวอเมริกัน ซีโมน บิลส์ นักกีฬายิมนาสติกสากลชาติเดียวกัน รวมถึง สองนักกีฬาเทนนิสจากสเปน อย่าง ราฟาเอล นาดาล และ มาร์ก โลเปซ ก็มีภาพกัดเหรียญที่ดูเหมือนจะกลายเป็นท่ายอดฮิตประจำการแข่งขันกีฬาระดับโลกไปแล้ว โดยเฉพาะนาดาลนั้น ไม่ได้กัดแค่เหรียญนะครับ มีภาพเขาทำท่ากัดถ้วยรางวัลในการแข่งขันเทนนิสรายการใหญ่ๆ ระดับโลก มาตั้งแต่ปี 2005 เมื่อยังเป็นหนุ่มน้อยเรื่อยมาเลยทีเดียว เรียกว่าท่านี้กลายเป็นท่าประจำตัวของเขาไปแล้วก็ว่าได้

Rio Olympics 2016: Why Olympians are biting their medals - NZ Herald
ไมเคิล เฟลพส์ นักกีฬาว่ายน้ำอเมริกัน ทำท่ากัดเหรียญทองที่ได้รับ ที่มา
Simone Biles wins Olympic gold after dominating all-around performance -  New York Daily News
ซีโมน บิลส์ นักกีฬายิมนาสติกสากล ทำท่ากัดเหรียญทอง ที่มา
French Open - Day Fourteen
นาดาลทำท่ากัดถ้วยรางวัลในการแข่งขันเทนนิส French Open เมื่อปี 2005 ที่มา
2017 French Open - Day Fifteen
นาดาลทำท่ากัดถ้วยรางวัลในการแข่งขันเทนนิส French Open เมื่อปี 2017 ที่มา
Rafael Nadal on final entry list for Rio Olympics | Sports |  napavalleyregister.com
ราฟาเอล นาดาล ทำท่ากัดเหรียญรางวัล ที่มา

ทั้งนี้ สื่อมวลชนก็มีส่วนในการทำใหเกิดภาพแบบนั้นขึ้นมา เพราะในปี 2012 เดวิด วาเลชินสกี ประธานสมาคมนักประวัติศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Complete Book of the Olympics บอกกับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีนิวส์ของสหรัฐว่า ธรรมเนียมการกัดเหรียญมาจากการที่นักกีฬาทำตามคำขอร้องของนักข่าวที่ต้องการภาพแปลกๆ และในปี 2016 นักกีฬาอเมริกันสองคน คือ ดอว์น ฮาร์เปอร์-เนลสัน จากกรีฑาประเภทลู่และลาน กับ นาตาลี คัฟลิน จากกีฬาว่ายน้ำ ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่านักข่าวที่เฝ้ารอรายงานข่าวแบบชิดติดขอบสนามต่างก็ตะโกนขอให้พวกเธอทำท่ากัดเหรียญทองที่เพิ่งได้รับพร้อมๆ กับเสียงตะโกนว่า “มองกล้องนี้ๆ …ยิ้ม… ยกเหรียญขึ้นกัดด้วย” รัวๆ จนพวกเธอที่เหนื่อยมามากแล้วหูอื้อ ตาลาย แต่ก็เหมือนมีมนต์สะกดให้ต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Here's why Olympians bite their medals when clicking pictures | Trending  News,The Indian Express
นักกีฬามักจะได้รับการขอร้องจากสื่อมวลชนให้ทำท่ากัดเหรียญรางวัลอยู่เป็นประจำ ที่มา

มาถึงกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวกันบ้าง

เหรียญที่มอบกันในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 32 ที่กรุงโตเกียวในปี 2021 นี้ มีนักออกแบบมืออาชีพและนักศึกษาด้านการออกแบบกว่า 400 คนช่วยกันภายใต้แนวคิดของความหลากหลาย เกียรติยศที่มาจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ขณะที่สายคล้องเหรียญก็สะท้อนแนวคิด “เอกภาพในความหลากหลาย” และ “นวัติกรรมจากความสอดคล้องกลมกลืน” ของญี่ปุ่น นั่นเอง

Tokyo Olympics 2021: Olympics 2021 medal table July 29: China and Japan are  level after day six | Marca
เหรียญรางวัลและสายคล้องในกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 ที่มา

แล้วก็อย่างที่บอกไปครับว่า ทุกวันนี้มีข้อกำหนดว่าเหรียญทองต้องประกอบด้วยทองคำ 6 กรัมและโลหะอื่นโดยเฉพาะเงินบริสุทธิ์ผสมอยู่ มูลค่าของเหรียญอยู่ที่ประมาณ 830 ดอลลาร์ ขณะที่เหรียญเงินยังคงใช้เงินแท้อยู่โดยที่แต่ละเหรียญมีมูลค่าราว 445 ดอลลาร์ ส่วนเหรียญบรอนซ์เป็นโลหะผสมระหว่างทองเหลืองกับสังกะสี หรือที่เรียกว่า red brass ประกอบด้วย ทองแดง 95% และ สังกะสี 5% มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ดอลลาร์ไปจนถึง 2.50 ดอลลาร์ แต่ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่ เหรียญรางวัลเหล่านี้ถือว่าเป็นคุณค่าทางใจของนักกีฬาทุกคนที่ไม่อาจแปรออกมาเป็นเงินได้เลย

แล้วถ้าถามว่าเหรียญรางวัลโอลิมปิกแต่ละเหรียญหนักเท่าไหร่ คำตอบอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดจากโอลิมปิก โตเกียว 2020 (ที่เลื่อนมาจัดในปี 2021) คือ เหรียญทอง หนักประมาณ 556 กรัม เหรียญเงินประมาณ 550 กรัม และเหรียญบรอนซ์หนัก 450 กรัม

นวัตกรรมเหรียญโอลิมปิกรักษ์โลก

เชื่อว่าตอนนี้หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นโฉมหน้าเหรียญรางวัลของกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 32 ที่กรุงโตเกียวกันแล้ว ซึ่งเหรียญเหล่านี้ทำขึ้นจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดรับบริจาคจากชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศมาตั้งแต่ 1 เมษายน 2017 จนถึง 31 มีนาคม 2019 เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ซึ่งก็ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมาก และพอปิดรับบริจาค ก็พบว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่บริจาคเข้ามาถึง 78,985 ตัน ขณะโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียวมีมากถึง 6.21 ล้านเครื่อง

Japan May Use E-Waste to Source 2020 Olympic Medals - News
ส่วนหนึ่งของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมารีไซเคิลเป็นเหรียญรางวัลโอลิมปิก 2020 ที่มา

ส่วนสาเหตุที่ออกแคมเปญนี้มาก็เพราะต้องการสร้างความตระหนักว่าแต่ละปีปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมเพียงใด และมีแนวโน้มที่ขยะประเภทนี้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นๆ ไม่หยุดหย่อนเสียด้วย นี่จึงนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตเหรียญรางวัลเลยก็ว่าได้

ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเลือกใช้การรีไซเคิล เพื่อสกัดเอาโลหะมีค่าจากขยะเหล่านั้นออกมาหลอมเป็นเหรียญรางวัล โดยสามารถสกัดทอง เงิน และทองแดง ได้กว่า 5,700 กิโลกรัม ประกอบด้วย ทองคำ 32 กิโลกรัม เงิน 3,500 กิโลกรัม และทองแดง 2,200 กิโลกัม ซึ่งทั้งหมดนำมาผลิตเป็นเหรียญรางวัลสำหรับมอบให้นักกีฬาได้ประมาณ 5,000 เหรียญ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าที่จริงในขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังมีโลหะมีค่าอื่น ๆ อยู่อีกหลายอยู่อีกไม่น้อย อย่างเช่น ทองคำขาว นิกเกิล โคบอลต์ อะลูมิเนียม สังกะสี เป็นต้น

เรียบเรียง โดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์

เรียบเรียงจาก

Olympic Medals are Still Made of Precious Metal But Contain Less Gold ที่มา

Say Cheese! Why Do Athletes Bite Their Olympic Gold Medals? ที่มา

Silver medal ที่มา

Why Do Olympians Bite Their Medals? ที่มา

Why Olympians bite their medals ที่มา

ญี่ปุ่นผลิต “เหรียญโอลิมปิก 2020” รีไซเคิลจากมือถือ 6.21 ล้านเครื่อง และขยะอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เกือบ 8 หมื่นตัน ที่มา