กว่าจะเป็นซานต้า

หลายคนคงได้ยินมาบ้างว่าซานตาคลอส หรือ ซานต้าของเด็กๆ นั้น มีที่มาจากนักบุญนิโคลัสในศตวรรษที่ 4 แต่ใครรู้บ้างว่านักบวชระดับบิชอพท่านหนึ่งกลายเป็นชายร่างใหญ่ใจดีที่ปีนเข้าบ้านทางปล่องไฟพร้อมกับของขวัญที่เด็กๆ รอคอยได้อย่างไร


บิชอพแห่งไมรา

ตามตำนานว่านิโคลัสเกิดเมื่อปี 270 ในตระกูลชาวคริสต์ผู้มั่งคั่งในเมืองไมรา (Myra) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกีในปัจจุบัน ความเคร่งศาสนาของครอบครัวทำให้นิโคลัสออกบวช ใช้ชีวิตอยู่ในความศรัทธาและคำสอนของพระเป็นเจ้า จนก้าวหน้าได้เป็นบิชอพแห่งไมรา (Bishop of Myra) และเป็นหนึ่งในคณะนักบวชที่ลงนามในการสังคายนาแห่งนิเคอา หรือ หลักข้อเชื่อไนซีน (Nicene Creed หรือ Symbolum Nicaenum) ในการสังคายนาเมื่อปี 325 ซึ่งเป็นการประกาศศรัทธาและหลักข้อเชื่อที่ใช้กันมากที่สุดในพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นบรรทัดฐานความเชื่อในคริสต์ศาสนากระแสหลักของปัจจุบัน เขาถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 343

หลังการเสียชีวิตปรากฏว่ามีปาฏิหาริย์และเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขาเกิดขึ้นมากมายจนเป็นที่มาของฉายา “นิโคลัสผู้สร้างปาฏิหาริย์” มีตำนานเรื่องหนึ่งเล่าว่านิโคลัสทราบข่าวว่ามีชายคนหนึ่งยากจนมาก ความยากจนบังคับให้ลูกสาวทั้ง 3 ของเขาต้องไปเป็นโสเภณี นิโคลัสใช้เวลา 3 วันแอบโยนถุงทองคำเข้าไปในหน้าต่างบ้านของชายคนนั้น ทองเหล่านั้นช่วยให้เด็กหญิงทั้ง 3 คนไม่ต้องไปขายตัว

ตำนานอีกเรื่องหนึ่งกล่าวว่านิโคลัสกลายเป็นนักบุญผู้พิทักษ์ของผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนทำขนมปัง เจ้าสาว คนหาปลา คนปลูกดอกไม้ ผู้พิพากษา พ่อค้า เด็กกำพร้า กวี ชาวรัสเซีย ช่างต่อเรือ หัวขโมย นักเดินทาง คนทอผ้า หรือแม้แต่นักโทษ เจ้าของโรงจำนำไปจนถึงโจรสลัด

นักบุญนิโคลัสผู้พิทักษ์เหล่านักเดินเรือ ที่มาของภาพ

ลัทธิบูชานักบุญนิโคลัสขยายตัวไปทั่วในช่วงสมัยกลางตอนต้น หลุมศพของเขาที่เมืองไมรากลายเป็นสถานที่ที่นักเดินทางแสวงบุญนิยมแวะไปสักการะ ในปี 1087 ชาวอิตาลีจากเมืองบารี (Bari) เข้าปล้นโบสถ์ที่เก็บอัฐิของเขาเอาไว้แล้วบังคับให้นักบวชไบเซนไทน์แบ่งอัฐิให้ตนครึ่งหนึ่ง หลายปีต่อมานักรบครูเสดของสำนักวาติกันก็นำอัฐิดังกล่าวกลับคืนมา แต่นักบวชไบเซนไทน์บอกว่าที่ชายคนนั้นได้ไปเป็นอัฐิปลอม ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกตนยังคงเก็บรักษาอัฐินักบุญนิโคลัสไว้อย่างดี

นักบุญนิโคลัสกลายเป็นหนึ่งในนักบุญสำคัญของยุโรปสมัยกลาง วันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันถึงแก่กรรม (6 ธันวาคม 343) ของท่านกลายเป็นวันฉลองนักบุญและเทศกาลสำคัญ กิตติศัพท์ของนักบุญผู้นี้แผ่ขยายไปไกลจนถึงกรีนแลนด์ กระทั่งมีการสร้างมหาวิหารตามชื่อของท่านในปี 1126

Garðar Cathedral Ruins - Wikipedia
ซากมหาวิหารนักบุญนิโคลัสในกรีนแลนด์ ที่มาของภาพ

ในศตวรรษที่ 12 แม่ชีฝรั่งเศสจะนำของขวัญไปแอบวางไว้ให้เด็กตามบ้านที่มีฐานะยากจนในช่วงค่ำๆ ก่อนถึงวันฉลองนักบุญนิโคลัส ต่อมาธรรมเนียมการมอบของขวัญในนามของนักบุญท่านนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรป ตามเมืองต่างๆ มีการจัดตั้งตลาดนักบุญนิโคลัส (St. Nicholas markets) ที่ผู้คนสามารถหาซื้อของเล่น อาหารและขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็กๆ ได้เต็มที่ และอาจเป็นที่มาของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสก็เป็นได้

กระแสต่อต้านและการปรับตัว

การปฏิรูปศาสนาที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ยังรวมถึงการตำหนิติเตียนการตั้งนักบุญต่างๆ ของศาสนจักร แน่นอน นักบุญนิโคลัสก็ตกเป็นเป้าการโจมตีดังกล่าวด้วย ผู้นำกลุ่มต่อต้านหรือชาวโปรแตสแตนท์คนหนึ่งกล่าวว่า “การเอาขนมไปใส่ไว้ในรองเท้าของเด็กๆ เป็นเรื่องโง่เขลาและไร้ค่ามาก คนที่ทำเช่นนั้นไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของศาสนาเลย” ด้วยเหตุนี้ ธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักบุญนิโคลัสจึงถูกสั่งห้ามในเขตของชาวโปรแตสแตนท์ไปโดยปริยาย

พร้อมกันนั้นก็เกิดคติใหม่ขึ้นมา นั่นคือ พระกุมารเยซู (baby Jesus) หรือ Christkindl ในภาษาเยอรมัน ที่ถือว่าเด็กชายผู้นี้เป็นผู้มอบของขวัญให้แก่โลกในค่ำวันที่เขาถือกำเนิดขึ้นมา (วันคริสต์มาส) ต่อมาความคิดดังกล่าวค่อยซับซ้อนขึ้นเป็นการตั้งคำถามว่า “เด็กคนเดียวจะเที่ยวไปแจกของขวัญมากมายในค่ำก่อนถึงวันคริสต์มาส (Christmas Eve) ได้อย่างไร” คำตอบที่เกิดขึ้นคือ เด็กคนนี้มีผู้ช่วยซึ่งก็เป็นนักบุญนิโคลัสที่กลับมาทำหน้าที่ดังกล่าว นั่นเอง

19th century image of the Christkindl
พระกุมารเยซู (Christkindl) กับนักบุญนิโคลัส (ภาพจากศตวรรษที่ 19) ที่มาของภาพ
A HAPPY CHRISTMAS TO YOU  gold robed Santa, with Jesus on shoulder, carrying tree
พระกุมารเยซูกับนักบุญนิโคลัส (บัตรอวยพร ปี 1905) ที่มาของภาพ

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของนักบุญนิโคลัสครั้งนี้ ไม่ใช่ในฐานะนักบวชในศาสนา แต่มักปรากฏตัวเป็นยักษ์หรือครึ่งคนครึ่งอสูรหน้าตาน่ากลัวที่เรียกว่า ครัมปัส (Krampus) หรือ เบลสนิกเกิล (Belsnickel) ที่จะคอยสอดส่อง และหากพบว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ก็จะมอบของขวัญที่เด็กๆ ชอบเป็นการตอบแทน แต่ถ้าเป็นเด็กเกเร ดื้อด้าน ซุกซน ทำตัวให้มีปัญหาก็จะถูกจับตัวไปลงโทษ

ครัมปัส หรือ ครัมปุส (Krampus) จับเด็กดื้อไปลงโทษ ที่มาของภาพ
Sint-Nicolaasfeest van Jan Steen - HistoriënHistoriën
ภาพ ‘งานเลี้ยงในวันฉลองนักบุญนิโคลัส’ ทศวรรษ 1660 ที่มาของภาพ

ขณะเดียวกันในเนเธอร์แลนด์ แม้ชาวโปรแตสแตนท์พยายามขจัดธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับนักบุญนิโคลัสอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ภาพวาด ‘งานเลี้ยงในวันฉลองนักบุญนิโคลัส’ (Sint-Nicolaasfeest) ที่วาดโดยยัน สเตน (Jan Steen, 1626-1679) ศิลปินชาวดัตช์ในทศวรรษ 1660 มีรูปเด็กหญิงคนหนึ่งหน้าตามีความสุขจากการได้รับตุ๊กตาเป็นของขวัญ ขณะที่พี่ชายของเธอซึ่งคงทำตัวไม่ดีนักในรอบปีที่ผ่านมากลับพบว่าในรองเท้าของตนมีแต่ความว่างเปล่า ธรรมเนียมของนักบุญนิโคลัสหรือที่เรียกกันในภาษาดัตช์ว่า ซินเตอร์คลาสส์ (Sinterklass) ยังดำเนินต่อไป

ภาพลักษณ์ใหม่

ตำนานนักบุญนิโคลัสเดินทางจากยุโรปข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังนิวอัมสเตอร์ดัม (New Amsterdam) อาณานิคมดัตช์ในโลกใหม่ เราพบว่าในปี 1809 วอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving) นักเขียนเรื่องสั้น นักประวัติศาสตร์และนักการทูตอเมริกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้เขียนเรื่องราวเชิงเสียดสีไว้ในหนังสือ ชื่อ ประวัติศาสตร์เมืองนิวยอร์ก (A History of New York) ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งกล่าวถึงนิทานเรื่องนักบุญนิโคลัสที่นั่งบนเลื่อนหิมะลอยละล่องไปอยู่บนท้องฟ้าเหนือตัวเมืองและนำของขวัญไปมอบให้เด็กๆ ผ่านทางปล่องไฟของบ้านต่างๆ หนังสือของเออร์วิงแพร่หลายมาก เช่นเดียวกับเรื่องราวของนักบุญท่านนี้ที่กลายเป็นเรื่องยอดนิยมไปทั่วอเมริกา

Washington Irving - Masterpieces of American Literature
วอชิงตัน เออร์วิง (1783-1859) ที่มาของภาพ
Knickerbocker's History of New York (1809) by: Washington Irving by Washington  Irving, Paperback | Barnes & Noble®
ปกหนังสือ A History of New York ของเออร์วิง ปี 1809 ที่มาของภาพ

ผ่านไปหลายปี ตำนานซานตาคลอส (Santa Claus) ค่อยๆ พัฒนาขึ้นในสหรัฐ ในปี 1823 บทกวีชื่อ การมาเยือนของนักบุญนิโคลัส (A Visit from St. Nicholas) ที่อาจเป็นผลงานเขียนของเคลมองต์ คลาร์ก มัวร์ (Clement Clarke Moore) มีส่วนทำให้เรื่องราวดังกล่าวหนักแน่นยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าตลอดศตวรรษที่ 19 เรื่องราวของนักบุญนิโคลัสที่เกี่ยวข้องกับศาสนาค่อยๆ ลดบทบาทลง เปิดทางให้กับภาพลักษณ์ของการเป็น “ผู้ใหญ่ใจดี” ท่าทีอบอุ่นที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ รอยยิ้มและของขวัญ

Thomas Nast - Wikipedia
โทมัส แนสท์ (1840-1902) นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน ผู้ให้กำเนิดภาพจำใหม่ของซานต้า ที่มาของภาพ
Santa Claus
ภาพซานตาคลอส ชื่อ Merry Old Santa Claus วาดโดย โทมัส แนสท์ ที่มาของภาพ
Santa Claus; Coca-Cola
ภาพซานตาคลอสถือขวดน้ำอัดลม เป็นผลงานที่แฮดดอน ซันด์บลอม (1899-1976) ศิลปินอเมริกัน วาดให้บริษัทโคคา-โคลา เมื่อปี 1940 ที่มาของภาพ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ รูปร่างหน้าตาของซานตาคลอสกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการถกเถียงกว้างขวางในศตวรรษที่ 19 มีการนำเสนอ “ซานต้า” ในรูปลักษณ์ต่างๆ แม้แต่ซานต้าที่มีรูปร่างเหมือนเอลฟ์ (elf) ตัวเล็กๆ ก็มีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ต่อมาภาพที่โทมัส แนสท์ (Thomas Nast) นักวาดการ์ตูนในนิตยสารฮาร์เปอร์สวีกลี (Harper’ Weekly) วาดให้ซานต้าเป็นชายร่างใหญ่ อารมณ์ดี สวมชุดสีแดงสด ก็กลายเป็นบรรทัดฐานหรือ “ภาพจำ” ของซานตาคลอสมาจนกระทั่งปัจจุบัน

เรียบเรียง โดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์

แหล่งข้อมูล

Bennett, W.J. (2018). The True Saint Nicholas: Why He Matters to Christmas. Howard Books.

Bowler, G. (2007). Santa Claus: A Biography. McClelland & Stewart.

English, A. (2012). The Saint Who Would Be Santa Claus: The True Life and Trials of Nicolas of Myra. Baylor University Press.

From St. Nicholas to Santa Claus