นิทาน…อ่านชีวิต : กลพ่อมด

พ่อมดคนหนึ่งในลัทธิบัวขาวเชี่ยวชาญด้านศาสตร์มืดมนตร์ดำ มีคนมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก

วันหนึ่งพ่อมดจะออกไปข้างนอก ก่อนออกจากบ้านเขาวางถ้วยไว้ใบหนึ่งแล้วใช้ถ้วยอีกใบหนึ่งครอบไว้ บอกลูกศิษย์ว่าห้ามใครเปิดดูเด็ดขาด

แต่พอพ่อมดคล้อยหลัไม่นาน ลูกศิษย์ก็มาเปิดชามดู ในถ้วยใส่น้ำไว้ มีเรือลำเล็กๆ สานด้วยฟาง มีเสากระโดงและใบเรือ ลอยอยู่

พวกเขาแปลกใจ จึงใช้นิ้วเขี่ยเรือนั้นไปมาจนมันคว่ำจมลงก้นถ้วย

ทันใดนั้น พ่อมดก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน เขาโกรธและร้องตวาด “ทำไมพวกเจ้าไม่ฟังคำสั่งข้า”

ลูกศิษย์ปฏิเสธ

“แล้วที่เรือของข้าจมลงก้นทะเลล่ะ คิดจะโกหกข้างั้นหรือ” พ่อมดโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วเดินจากไป

ค่ำวันต่อมา พ่อมดจุดเทียนแท่งใหญ่ขึ้นในห้อง ให้ลูกศิษย์เฝ้าไว้ไม่ให้เทียนถูกลมพัดดับ จนเวลาผ่านไปถึงเที่ยงคืน พ่อมดก็ยังไม่กลับมา ลูกศิษย์ง่วงมากจึงหลบไปงีบแล้วหลับไป 

พอสะดุ้งตื่นก็พบว่าเทียนเล่มนั้นดับไปแล้ว จึงรีบจุดเทียนขึ้นใหม่ แสงเทียนส่องให้เห็นว่าบัดนี้พ่อมดยืนอยู่ในห้องแล้ว 

“ที่จริงพวกข้าไม่ได้หลับนะท่านอาจารย์ ไม่รู้เหมือนกันว่าเทียนดับไปได้ยังไง”

พ่อมดตวาดไปว่า “ข้าเดินทางไปไกลในความมืดนับสิบๆ ลี้ แต่พวกเจ้ากลับพูดจาไร้สาระแบบนี้ ใช้ได้หรือ”

ลูกศิษย์เห็นอาจารย์โกรธก็พากันกลัวและไม่กล้าโต้เถียงอีก

วันหนึ่งพ่อมดใช้ให้ลูกศิษย์คนหนึ่งไปให้อาหารหมู ทันทีที่ก้าวเข้าไปในคอก ลูกศิษย์คนนั้นก็กลายเป็นหมูไปเสียเองด้วยอำนาจคำสาปของพ่อมด 

พ่อมดเรียกพ่อค้าเนื้อมาตกลงราคาแล้วขายหมูตัวนั้นไปทันที

วันหนึ่งพ่อของลูกศิษย์ที่ถูกสาปเป็นหมูมาที่สำนัก เขาบอกว่าลูกชายไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านนานแล้ว พ่อมดจึงบอกว่าศิษย์คนนั้นเดินทางจากไปนานแล้ว ผู้เป็นพ่อจึงกลับบ้านด้วยความผิดหวัง เขาออกตามหาลูกชายทุกหนทุกแห่งแต่ไม่พบเลย 

ต่อมา เพื่อนของคนที่ถูกสาป ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง ชายคนนั้นเสียใจมาก เขาไปร้องทุกข์กับเจ้าเมือง เจ้าเมืองแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะกลัวว่าจะถูกพ่อมดสาปให้หายตัวไปจากโลกนี้ เขาขอกำลังทหารอาวุธครบมือ 1,000 นาย ไปล้อมจับพ่อมดพร้อมลูกเมียใส่กรงไม้ขึ้นเกวียนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

ระหว่างทางขบวนต้องเดินทางผ่านภูเขาสูงมีหมอกลงหนา ทันใดนั้นก็มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ตัวมันโตเหมือนต้นไม้ใหญ่ ตาโต ปากแสยะกว้าง ฟันยื่นยาว ทหารตกตะลึง ไม่มีใครกล้าขยับตัว

“นี่เป็นปีศาจภูเขา” พ่อมดร้องขึ้น “เมียข้าขับไล่มันได้”

ทหารทำตามที่พ่อมดบอก นางออกจากที่คุมตัว หยิบหอกเดินเข้าไปหายักษ์ตนนั้น มันโกรธมาก จับภรรยาพ่อมดเคี้ยวกินเข้าไปทั้งตัว 

“ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องให้ลูกชายข้าจัดการมันแล้วล่ะ”

ลูกชายพ่อมดถูกปล่อยออกมา แต่ก็ถูกยักษ์จับกินเช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ คนที่เหลือตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก

พ่อมดโกรธจัด ตวาดไปว่า “ทีแรกก็เมียข้า ทีนี้ก็ลูกชาย ข้านี่แหล่ะจะกำราบมันเอง”

ทหารรีบปล่อยพ่อมดออกจากกรงขัง ยื่นดาบให้ พ่อมดสู้กับยักษ์อยู่นาน แต่แล้วยักษ์ก็จับพ่อมดได้ มันฉีกร่างเขาออกเป็นชิ้นๆ แล้วกินเข้าไปต่อหน้าต่อหน้าทุกคน

ทหารที่เหลือพากันวิ่งแตกตื่นเอาชีวิตรอด เมื่อกลับไปถึงเมืองหลวงก็รีบรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาส่งทหารกลับไปสำรวจที่เกิดเหตุอีกครั้ง แต่ที่นั่นกลับสงบเงียบ ไม่มีความผิดปกติ ไม่มีร่องรอยของยักษ์หรือการต่อสู้ใดๆ บนพื้นใกล้ๆ กับจุดที่เกวียนบรรทุกนักโทษ มีหุ่นฟาง 3 ตัววางอยู่พร้อมกระดาษเขียนข้อความว่า 

ขอบใจพวกเจ้าทุกคนที่ปล่อยข้ากับลูกเมีย

หมายเหตุ

ลัทธิบัวขาวเป็นหนึ่งในสมาคมลับของจีน มีต้นกำเนิดมาจากการผสมผสานกันระหว่างความเชื่อในศาสนามาณีกี (Manichaeism) กับพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นิกายสุขาวดี เอกสารโบราณเรียกว่า สมาคมบัวขาว หรือ ลัทธิบัวขาว (白蓮教 ไป๋เหลียนเจี้ยว) ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 สมัยราชวงศ์หยวนซึ่งเป็นชาวมองโกลที่ปกครองจีน ชาวฮั่นไม่พอใจคนต่างชาติจึงรวมตัวกันเป็นสมาคมลับทางศาสนาดำเนินการเคลื่อนไหวปลดปล่อยประเทศ ในจำนวนนี้มีลัทธิบัวขาวรวมอยู่ด้วย 

ศาสนิกลัทธิบัวขาวมีส่วนอย่างมากในการโค่นล้มราชวงศ์หยวนและสถาปนาราชวงหมิง โดยมีจู หยวนจาง รับอาณัติสวรรค์ขึ้นปกครองแผ่นดินในพระนาม จักรพรรดิหงหวู่ แต่เมื่อสิ้นราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง (แมนจู) ขึ้นปกครองแทน ลัทธิบัวขาวก่อกบฎอีกครั้งในปลายศตวรรษที่ 18 ทว่าถูกปราบปรามอย่างหนักจนสลายตัวไปในปี 1804 มีการจับกุมและประหารชีวิตศาสนิก เผาตำราคัมภีร์ต่างๆ ไปจำนวนมาก

ปัจจุบันแม้จะไม่มีลัทธิบัวขาวแล้ว แต่แนวคิดยังได้รับการสืบทอดในหลายลัทธิ โดยเฉพาะลัทธิเซียนเทียนเต้า ที่รักษาความเชื่อหลักในการบูชาพระแม่องค์ธรรม (老母 เหลาหมู่) ผู้สร้างสรรพสิ่งและรอคอยการมาถึงของยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อสถาปนาสังคมในอุดมคติขึ้นมาในอนาคต

เรียบเรียง โดย ชัยจักร ทวยุทธานนท์